top of page

สินเชื่อโรงงานคืออะไร เลือกเงินทุนแบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจการผลิต

  • รูปภาพนักเขียน: assist money
    assist money
  • 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 6 นาที

สินเชื่อโรงงาน

การบริหารโรงงานไม่ได้มีเพียงเรื่องการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพและส่งมอบให้ทันเวลาเท่านั้น เจ้าของกิจการยังต้องวางแผนเรื่องวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าไฟฟ้า ค่าซ่อมบำรุงเครื่องจักร ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง และระยะเวลารอรับเงินจากลูกค้าอย่างเป็นระบบโรงงานจำนวนมากมีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับประสบปัญหาเงินหมุนเวียนไม่ทัน เนื่องจากต้องจ่ายต้นทุนการผลิตก่อน ขณะที่ลูกค้าอาจชำระเงินหลังส่งมอบสินค้าแล้ว 30 วัน 60 วัน หรือ 90 วัน บางกิจการมีโอกาสรับคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ แต่ไม่มีเงินเพียงพอสำหรับซื้อวัตถุดิบ บางโรงงานต้องการซ่อมเครื่องจักรหลักอย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้สายการผลิตหยุดขณะที่อีกหลายกิจการต้องการเพิ่มกำลังผลิตแต่ยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกสินเชื่อเงิทุนหมุนเวียน วงเงิน OD สินเชื่อเครื่องจักร หรือ Factoring สถานการณ์เหล่านี้ทำให้ สินเชื่อโรงงาน กลายเป็นเครื่องมือทางการเงินที่เจ้าของกิจการนำมาใช้เสริมสภาพคล่อง รองรับค่าใช้จ่ายในการผลิต และเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตอย่างไรก็ตาม สินเชื่อโรงงานไม่ได้มีรูปแบบเดียว และไม่ใช่ว่าทุกโรงงานควรใช้สินเชื่อประเภทเดียวกัน การเลือกเงินทุนต้องพิจารณาจากวัตถุประสงค์ ระยะเวลาที่ใช้เงิน รอบการผลิต เครดิตเทอมของลูกค้า กระแสเงินสด และความสามารถในการชำระคืนของกิจการ

บทความนี้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสินเชื่อสำหรับโรงงาน ตั้งแต่ความหมาย ประเภทสินเชื่อ วิธีคำนวณวงเงิน เอกสารที่ควรเตรียม ตัวอย่างการใช้เงินทุน ตลอดจนข้อควรระวังก่อนทำสัญญา เพื่อให้เจ้าของโรงงานสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบมากขึ้น


สินเชื่อโรงงานคืออะไร

สินเชื่อโรงงาน คือ เงินทุนหรือวงเงินที่จัดหาให้แก่เจ้าของโรงงาน ผู้ผลิตสินค้า หรือธุรกิจที่มีกระบวนการผลิต เพื่อนำไปใช้กับค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ การเสริมสภาพคล่อง หรือการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับโรงงาน

วัตถุประสงค์ที่พบบ่อย ได้แก่

  • ซื้อวัตถุดิบสำหรับการผลิต

  • จ่ายค่าแรงและเงินเดือนพนักงาน

  • ซื้อบรรจุภัณฑ์

  • สำรองค่าไฟฟ้าและค่าสาธารณูปโภค

  • ซ่อมแซมเครื่องจักร

  • ซื้อเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ใหม่

  • เพิ่มกำลังการผลิต

  • รับคำสั่งซื้อขนาดใหญ่

  • รองรับเครดิตเทอมของลูกค้า

  • จ่ายค่าขนส่งและโลจิสติกส์

  • ปรับปรุงพื้นที่โรงงาน

  • เพิ่มระบบควบคุมคุณภาพ

  • ลงทุนระบบประหยัดพลังงาน

  • สำรองเงินในช่วงยอดขายผันผวน

  • เสริมสภาพคล่องระหว่างรอรับเงิน

สินเชื่อโรงงานอาจเป็นสินเชื่อระยะสั้นสำหรับใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน หรือสินเชื่อระยะยาวสำหรับลงทุนในเครื่องจักร อาคาร และทรัพย์สินถาวร

เจ้าของกิจการจึงควรเริ่มจากระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดก่อนว่า ต้องการใช้เงินกับค่าใช้จ่ายประเภทใด ใช้นานเท่าไร และรายรับที่จะนำมาชำระคืนจะเกิดขึ้นเมื่อใด


ทำไมโรงงานจึงต้องใช้เงินทุนมากกว่าธุรกิจบางประเภท

ธุรกิจการผลิตมีขั้นตอนก่อนที่จะเปลี่ยนวัตถุดิบให้กลายเป็นเงินสดหลายขั้นตอน ได้แก่

  1. สั่งซื้อวัตถุดิบ

  2. รับวัตถุดิบเข้าคลัง

  3. เริ่มกระบวนการผลิต

  4. ตรวจสอบคุณภาพ

  5. บรรจุสินค้า

  6. จัดเก็บสินค้าสำเร็จรูป

  7. ส่งมอบสินค้า

  8. ออกใบแจ้งหนี้

  9. รอรับเงินตามเครดิตเทอม

ตั้งแต่วันที่โรงงานจ่ายเงินซื้อวัตถุดิบจนถึงวันที่ได้รับเงินจากลูกค้า อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน โรงงานต้องมีเงินเพียงพอรองรับค่าใช้จ่ายตลอดช่วงเวลาดังกล่าว

ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนเหมาะกับธุรกิจที่ต้องใช้จ่ายค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าขนส่ง ซื้อสินค้าเข้าสต็อก หรืออยู่ระหว่างรอรับเงินจากลูกหนี้การค้า ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้บ่อยในธุรกิจการผลิต

ตัวอย่างเช่น โรงงานแห่งหนึ่งได้รับคำสั่งซื้อสินค้า 2 ล้านบาท โดยต้องสำรองค่าใช้จ่ายดังนี้

  • ค่าวัตถุดิบ 900,000 บาท

  • ค่าแรง 300,000 บาท

  • ค่าบรรจุภัณฑ์ 100,000 บาท

  • ค่าไฟและต้นทุนการผลิต 150,000 บาท

  • ค่าขนส่ง 50,000 บาท

ต้นทุนที่ต้องจ่ายก่อนรวม 1,500,000 บาท แต่ลูกค้าชำระเงินหลังส่งมอบสินค้าแล้ว 60 วัน

แม้คำสั่งซื้อนี้จะมีกำไร แต่โรงงานต้องมีเงินสดอย่างน้อย 1,500,000 บาทเพื่อผลิตและส่งมอบสินค้าให้สำเร็จ หากมีเงินสดไม่เพียงพอ โรงงานอาจต้องหาเงินทุนมาช่วยเติมช่องว่างดังกล่าว

สาเหตุที่โรงงานมียอดขายแต่เงินหมุนเวียนไม่ทัน

ยอดขายที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าโรงงานจะมีเงินสดเพิ่มขึ้นทันที โดยเฉพาะเมื่อขายสินค้าแบบเครดิต โรงงานอาจมียอดขายในบัญชี แต่เงินยังอยู่ในรูปของลูกหนี้การค้า

1. ต้องจ่ายค่าวัตถุดิบก่อนรับเงิน

ผู้ขายวัตถุดิบบางรายกำหนดให้ชำระเงินสดหรือให้เครดิตระยะสั้น ขณะที่ลูกค้าของโรงงานอาจขอเครดิตเทอมที่นานกว่า ทำให้รอบจ่ายเงินเกิดขึ้นก่อนรอบรับเงิน

2. มีวัตถุดิบและสินค้าคงคลังมากเกินไป

การซื้อวัตถุดิบจำนวนมากอาจทำให้ได้ราคาต่อหน่วยต่ำลง แต่เงินสดจะถูกเปลี่ยนเป็นสินค้าคงคลัง หากผลิตหรือขายไม่ทัน เงินจะจมอยู่ในคลังเป็นเวลานาน

3. ลูกค้าจ่ายเงินล่าช้า

แม้ในสัญญาจะกำหนดเครดิตเทอม 60 วัน แต่ลูกค้าบางรายอาจชำระจริงในวันที่ 75 หรือ 90 วัน โรงงานจึงต้องเผื่อระยะเวลาการรับเงินจริง ไม่ควรคำนวณจากวันที่ครบกำหนดเพียงอย่างเดียว

4. รับคำสั่งซื้อเพิ่มเร็วเกินไป

การมีคำสั่งซื้อเพิ่มเป็นโอกาสทางธุรกิจ แต่โรงงานต้องใช้วัตถุดิบ ค่าแรง และกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นก่อนที่จะได้รับเงิน หากไม่ได้เตรียมเงินทุนรองรับ การเติบโตอาจกลายเป็นภาระด้านสภาพคล่อง

5. เครื่องจักรเสียกะทันหัน

เมื่อเครื่องจักรหลักหยุดทำงาน โรงงานอาจต้องเสียทั้งค่าซ่อมและรายได้จากการผลิตที่หายไป หากไม่มีเงินสำรองเพียงพอ อาจส่งมอบสินค้าไม่ทันและกระทบความสัมพันธ์กับลูกค้า

6. ต้นทุนวัตถุดิบเปลี่ยนแปลง

ราคาวัตถุดิบ ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง หรืออัตราแลกเปลี่ยนอาจเปลี่ยนแปลงระหว่างวันที่เสนอราคากับวันที่เริ่มผลิต ทำให้เงินที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอ

7. นำเงินหมุนเวียนไปลงทุนระยะยาว

การนำเงินที่ควรใช้ซื้อวัตถุดิบและจ่ายค่าแรงไปซื้อที่ดิน สร้างอาคาร หรือซื้อเครื่องจักร อาจทำให้เงินสำหรับดำเนินงานประจำขาดมือ

8. ถอนเงินออกจากกิจการมากเกินไป

หากเจ้าของถอนกำไรหรือเงินสดออกจากกิจการโดยไม่ได้คำนวณค่าใช้จ่ายในรอบถัดไป โรงงานอาจไม่มีเงินเพียงพอเมื่อถึงเวลาสั่งวัตถุดิบหรือจ่ายเงินเดือน

9. ไม่แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจ

เมื่อเงินส่วนตัวและเงินโรงงานปะปนกัน เจ้าของกิจการจะมองเห็นสถานะเงินทุนจริงได้ยาก และอาจตัดสินใจใช้เงินเกินกว่าที่กิจการรับได้

10. ไม่มีประมาณการกระแสเงินสด

โรงงานที่ดูเฉพาะยอดขายและกำไร แต่ไม่วางแผนวันที่รับและจ่ายเงินจริง อาจพบปัญหาเงินขาดมือโดยไม่ทันตั้งตัว

สินเชื่อโรงงานมีประเภทใดบ้าง

การเลือกสินเชื่อควรเริ่มจากประเภทค่าใช้จ่ายและระยะเวลาที่ต้องใช้เงิน ไม่ควรเลือกจากวงเงินหรือความเร็วในการอนุมัติเพียงอย่างเดียว

1. สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนโรงงาน

สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนเหมาะกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตและหมุนกลับมาเป็นรายได้ภายในระยะเวลาค่อนข้างสั้น เช่น

  • ซื้อวัตถุดิบ

  • ซื้อบรรจุภัณฑ์

  • จ่ายค่าแรง

  • จ่ายค่าไฟฟ้า

  • จ่ายค่าขนส่ง

  • ผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อ

  • รองรับเครดิตเทอม

สินเชื่อประเภทนี้อาจเป็นเงินก้อนที่กำหนดงวดชำระ หรือเป็นวงเงินหมุนเวียนที่สามารถเบิกใช้ได้ตามเงื่อนไข

เหมาะกับโรงงานที่รู้จำนวนเงินที่ต้องใช้ มีคำสั่งซื้อหรือยอดขายรองรับ และสามารถประมาณเวลารับเงินจากลูกค้าได้

2. วงเงิน OD สำหรับโรงงาน

OD หรือ Overdraft เป็นวงเงินเบิกเกินบัญชีที่ช่วยให้โรงงานใช้เงินเกินกว่ายอดคงเหลือในบัญชี ภายในวงเงินที่ได้รับอนุมัติ

OD เหมาะกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไม่เท่ากันในแต่ละเดือน หรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน เช่น

  • ซื้อวัตถุดิบเพิ่มกะทันหัน

  • จ่ายค่าแรงระหว่างรอเงินจากลูกค้า

  • ซ่อมเครื่องจักรเร่งด่วน

  • สำรองค่าไฟในเดือนที่ผลิตมาก

  • จ่ายค่าขนส่งคำสั่งซื้อพิเศษ

  • รองรับลูกค้าที่เลื่อนชำระเงิน

จุดเด่นของ OD คือสามารถเบิกใช้และนำเงินกลับมาลดยอดได้ตามกระแสเงินสด โดยทั่วไปคิดดอกเบี้ยตามยอดที่เบิกใช้จริง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบค่าธรรมเนียมวงเงิน การทบทวนวงเงิน หลักประกัน และเงื่อนไขอื่นของผู้ให้บริการด้วย

OD เหมาะกับโรงงานที่มีเงินเข้าบัญชีเป็นรอบและสามารถนำรายรับกลับมาลดยอดได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรใช้ OD เต็มวงเงินต่อเนื่องโดยไม่มีแผนลดยอด เพราะอาจทำให้ต้นทุนเพิ่มและสะท้อนว่าธุรกิจกำลังมีปัญหาสภาพคล่องถาวร

3. ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือ P/N

ตั๋วสัญญาใช้เงินเหมาะกับโรงงานที่มีความต้องการใช้เงินเป็นรอบ มีจำนวนเงินและวันรับเงินค่อนข้างชัดเจน

ตัวอย่างเช่น โรงงานได้รับคำสั่งซื้อและต้องใช้เงิน 1 ล้านบาทซื้อวัตถุดิบ โดยคาดว่าจะได้รับเงินจากลูกค้าภายใน 120 วัน โรงงานอาจพิจารณาวงเงิน P/N ที่มีกำหนดชำระสัมพันธ์กับรอบดังกล่าว

ข้อดีคือสามารถจับคู่ระยะเวลาของเงินทุนกับคำสั่งซื้อเฉพาะได้ แต่ต้องมั่นใจว่าลูกค้าจะชำระเงินภายในกำหนด หากรายรับล่าช้า โรงงานอาจต้องหาเงินจากแหล่งอื่นมาชำระเมื่อ P/N ครบกำหนด

ธนาคารแห่งประเทศไทยยกตัวอย่าง P/N ว่าเหมาะกับธุรกิจที่มีแผนใช้เงินชัดเจน และทราบกำหนดรับเงินจากลูกค้า เช่น การซื้อวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้าสำหรับคำสั่งซื้อเฉพาะ

4. สินเชื่อซื้อเครื่องจักร

สินเชื่อเครื่องจักรเหมาะกับการซื้อเครื่องจักรใหม่ เปลี่ยนเครื่องจักรที่เสื่อมสภาพ เพิ่มกำลังการผลิต หรือปรับระบบการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เนื่องจากเครื่องจักรสร้างประโยชน์เป็นเวลาหลายปี การใช้สินเชื่อระยะยาวที่แบ่งชำระตามอายุการใช้งานมักเหมาะกว่าการใช้เงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น

ก่อนซื้อเครื่องจักรควรวิเคราะห์ว่า

  • เครื่องจักรเพิ่มกำลังผลิตได้เท่าใด

  • ลดต้นทุนแรงงานได้หรือไม่

  • ลดของเสียได้เท่าใด

  • มีคำสั่งซื้อรองรับหรือไม่

  • ต้องใช้เวลาคืนทุนนานเท่าใด

  • มีค่าติดตั้งและฝึกอบรมหรือไม่

  • ต้องปรับระบบไฟหรือพื้นที่หรือไม่

  • มีค่าบำรุงรักษาเท่าใด

  • มีอะไหล่และบริการหลังการขายหรือไม่

  • หากยอดขายลดลงยังชำระค่างวดได้หรือไม่

ไม่ควรซื้อเครื่องจักรเพียงเพราะได้รับวงเงิน แต่ควรซื้อเมื่อเครื่องจักรสามารถเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน หรือแก้ข้อจำกัดที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจจริง

5. สินเชื่อปรับปรุงโรงงาน

สินเชื่อประเภทนี้ใช้สำหรับปรับปรุงอาคาร พื้นที่ผลิต โกดัง ระบบไฟฟ้า ระบบระบายอากาศ ระบบบำบัดน้ำเสีย หรือพื้นที่จัดเก็บสินค้า

เนื่องจากการปรับปรุงโรงงานเป็นการลงทุนที่ใช้ประโยชน์หลายปี ควรพิจารณาระยะเวลาชำระให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ที่ได้รับ

ก่อนลงทุนควรแยกงานที่จำเป็นต่อการดำเนินงานออกจากงานตกแต่งที่ยังไม่เร่งด่วน และควรมีใบเสนอราคาจากผู้รับเหมา รายละเอียดงาน และเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นระหว่างดำเนินการ

6. สินเชื่อเพื่อสินค้าคงคลัง

โรงงานที่ต้องซื้อวัตถุดิบจำนวนมากก่อนฤดูกาลขาย หรือผลิตสินค้าเพื่อรอส่งมอบ อาจพิจารณาสินเชื่อเพื่อสินค้าคงคลัง

สินเชื่อรูปแบบนี้เกี่ยวข้องกับมูลค่าวัตถุดิบหรือสินค้าในคลัง โดยบางผลิตภัณฑ์อาจใช้สินค้าคงคลังเป็นหลักประกันตามเงื่อนไขของผู้ให้บริการ

ก่อนใช้เงินทุนซื้อสต็อกจำนวนมากควรตรวจสอบว่า

  • วัตถุดิบมีอายุการเก็บนานเท่าใด

  • ราคามีความผันผวนหรือไม่

  • สินค้าเสื่อมสภาพได้หรือไม่

  • มีคำสั่งซื้อรองรับหรือไม่

  • สามารถขายให้ลูกค้ารายอื่นได้หรือไม่

  • ใช้เวลากี่วันจึงเปลี่ยนเป็นเงินสด

  • มีค่าเช่าโกดังและประกันเพิ่มหรือไม่

  • หากลูกค้ายกเลิกคำสั่งซื้อจะทำอย่างไร

7. Factoring สำหรับโรงงาน

โรงงานที่ส่งสินค้าแล้วแต่ต้องรอรับเงินตามเครดิตเทอม อาจพิจารณา Factoring เพื่อเปลี่ยนสิทธิรับเงินจากลูกหนี้การค้าให้เป็นเงินทุนหมุนเวียนก่อนวันครบกำหนด

ตัวอย่างเช่น โรงงานส่งสินค้ามูลค่า 2 ล้านบาทให้บริษัทลูกค้า และออกใบแจ้งหนี้กำหนดชำระใน 60 วัน โรงงานอาจนำใบแจ้งหนี้และเอกสารการค้าไปยื่นให้ผู้ให้บริการ Factoring พิจารณา Factoring ช่วยลดระยะเวลารอรับเงิน แต่ไม่ได้หมายความว่าใบแจ้งหนี้ทุกใบจะใช้ได้ ผู้ให้บริการมักพิจารณาคุณภาพของลูกหนี้ เอกสารการค้า ประวัติการชำระ และความสมบูรณ์ของการส่งมอบงาน ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบาย Factoring ว่าเป็นสินเชื่อที่ใช้ใบแจ้งหนี้เป็นหลักประกัน เพื่อช่วยให้ผู้ขายนำสิทธิรับเงินมาเปลี่ยนเป็นสภาพคล่องก่อนครบเครดิตเทอม

เอกสารที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่

  • ใบสั่งซื้อ

  • ใบเสนอราคา

  • สัญญาซื้อขาย

  • ใบส่งสินค้า

  • ใบรับสินค้า

  • ใบแจ้งหนี้

  • หลักฐานการวางบิล

  • รายงานอายุลูกหนี้

  • ประวัติการชำระของลูกค้า

  • รายการเดินบัญชี

  • งบการเงิน

ก่อนทำ Factoring ควรถามว่าเป็นแบบมีสิทธิไล่เบี้ยหรือไม่มีสิทธิไล่เบี้ย ต้องแจ้งลูกหนี้หรือไม่ ได้รับเงินล่วงหน้าเท่าใด และมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

8. Invoice Financing

Invoice Financing เป็นการใช้ใบแจ้งหนี้หรือรายรับที่โรงงานจะได้รับในอนาคตประกอบการจัดหาเงินทุน แนวคิดใกล้เคียงกับ Factoring แต่รายละเอียดเกี่ยวกับการรับโอนสิทธิ การเก็บเงินจากลูกหนี้ และความรับผิดชอบกรณีลูกค้าไม่ชำระอาจแตกต่างกัน เจ้าของโรงงานควรอ่านรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ไม่ควรสรุปจากชื่อเพียงอย่างเดียว และควรถามอย่างน้อยว่า

  • ลูกหนี้ประเภทใดเข้าเกณฑ์

  • ใบแจ้งหนี้ต้องได้รับการยืนยันหรือไม่

  • ได้รับเงินล่วงหน้าเป็นสัดส่วนเท่าใด

  • ต้องแจ้งลูกค้าหรือไม่

  • ใครเป็นผู้ติดตามการชำระเงิน

  • หากลูกค้าปฏิเสธสินค้าใครรับผิดชอบ

  • หากลูกค้าชำระล่าช้ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มหรือไม่

  • สามารถใช้ใบแจ้งหนี้หลายใบได้หรือไม่

  • มีข้อจำกัดเรื่องอายุใบแจ้งหนี้หรือไม่

9. สินเชื่อเพื่อการนำเข้าวัตถุดิบ

โรงงานที่นำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักร หรือชิ้นส่วนจากต่างประเทศอาจต้องใช้วงเงินสำหรับชำระค่าสินค้า ค่าขนส่ง ภาษี และค่าใช้จ่ายด้านพิธีการศุลกากร สินเชื่อเพื่อการนำเข้าอาจมีหลายรูปแบบตามโครงสร้างการค้า เช่น Trust Receipt ซึ่งช่วยให้ผู้นำเข้าได้รับสินค้าเพื่อนำไปผลิตหรือจำหน่ายก่อน แล้วชำระคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด

โรงงานนำเข้าควรพิจารณาความเสี่ยงเพิ่มเติม ได้แก่

  • อัตราแลกเปลี่ยน

  • ระยะเวลาขนส่ง

  • ความล่าช้าที่ท่าเรือ

  • ภาษีและค่าธรรมเนียม

  • ความเสียหายระหว่างขนส่ง

  • จำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำ

  • ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ

  • การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดการนำเข้า

10. สินเชื่อเพื่อการผลิตสินค้าส่งออก

โรงงานที่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศอาจต้องใช้เงินซื้อวัตถุดิบ ผลิต บรรจุ และขนส่งสินค้าก่อนรับเงินจากผู้ซื้อ

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางประเภทออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการผลิตสินค้าส่งออก เช่น Packing Credit ซึ่งใช้คำสั่งซื้อหรือเอกสารการค้าประกอบการพิจารณา และชำระคืนเมื่อได้รับเงินค่าสินค้าจากต่างประเทศ

โรงงานส่งออกควรคำนวณต้นทุนทั้งหมดเป็นสกุลเงินเดียวกัน และวางแผนความเสี่ยงกรณีผู้ซื้อจ่ายช้า สินค้าถูกปฏิเสธ หรืออัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนแปลง

สินเชื่อโรงงานใช้กับค่าใช้จ่ายอะไรได้บ้าง

ซื้อวัตถุดิบ

เหมาะกับโรงงานที่มีคำสั่งซื้อรองรับ ต้องการเพิ่มปริมาณการผลิต หรือจำเป็นต้องซื้อวัตถุดิบล่วงหน้าเพื่อป้องกันการขาดตลาด

ก่อนใช้เงินทุนควรคำนวณปริมาณวัตถุดิบที่จำเป็นจริง ไม่ควรซื้อเกินความต้องการเพียงเพราะได้ราคาถูกกว่า

จ่ายค่าแรง

โรงงานต้องจ่ายค่าจ้างตามกำหนด แม้ลูกค้ายังไม่ชำระเงิน การมีเงินทุนสำรองช่วยลดความเสี่ยงที่การผลิตจะหยุดเพราะไม่สามารถจ่ายค่าแรงได้

จ่ายค่าไฟฟ้าและสาธารณูปโภค

โรงงานที่ใช้เครื่องจักรจำนวนมากอาจมีค่าไฟสูงและเปลี่ยนแปลงตามกำลังผลิต การวางแผนค่าไฟควรสัมพันธ์กับยอดผลิตและระยะเวลาเก็บเงินจากลูกค้า

ซื้อบรรจุภัณฑ์

บรรจุภัณฑ์เป็นต้นทุนสำคัญของโรงงานอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ยา และสินค้าอุปโภคบริโภค หากออกแบบเฉพาะให้ลูกค้ารายใดรายหนึ่ง ควรมีคำสั่งซื้อหรือเงินมัดจำรองรับ

ซ่อมเครื่องจักร

การซ่อมเครื่องจักรหลักอาจเป็นค่าใช้จ่ายเร่งด่วน เพราะทุกวันที่หยุดผลิตอาจทำให้เสียรายได้และส่งมอบงานล่าช้า

โรงงานควรมีแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกันและเงินสำรองแยกต่างหาก ไม่ควรรอให้เครื่องจักรเสียแล้วจึงเริ่มหาเงินทุกครั้ง

รับคำสั่งซื้อใหม่

สินเชื่อสามารถช่วยให้โรงงานรับงานที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติได้ แต่ควรตรวจสอบกำไร ความน่าเชื่อถือของลูกค้า เงื่อนไขการชำระ และความสามารถในการผลิตก่อนรับงาน

เพิ่มกำลังการผลิต

การเพิ่มกำลังผลิตอาจต้องใช้เงินกับเครื่องจักร พนักงาน วัตถุดิบ พื้นที่ และระบบควบคุมคุณภาพ ควรประเมินทุกต้นทุนร่วมกัน ไม่ควรคำนวณเฉพาะราคาเครื่องจักร

ปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐาน

โรงงานอาจต้องลงทุนระบบตรวจสอบคุณภาพ ห้องปฏิบัติการ ระบบความปลอดภัย หรือการปรับปรุงพื้นที่เพื่อรองรับมาตรฐานที่ลูกค้ากำหนด

ควรตรวจสอบว่าการลงทุนช่วยให้ได้ลูกค้าเพิ่ม รักษาลูกค้าเดิม หรือเพิ่มราคาขายได้อย่างไร

โรงงานแบบใดที่อาจเหมาะกับสินเชื่อธุรกิจ

สินเชื่อโรงงานสามารถเกี่ยวข้องกับธุรกิจการผลิตหลายประเภท เช่น

  • โรงงานผลิตอาหาร

  • โรงงานผลิตเครื่องดื่ม

  • โรงงานผลิตเครื่องสำอาง

  • โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์

  • โรงงานพลาสติก

  • โรงงานฉีดพลาสติก

  • โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์

  • โรงงานโลหะ

  • โรงงานกลึง

  • โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์

  • โรงงานไม้

  • โรงงานสิ่งทอ

  • โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า

  • โรงงานรองเท้า

  • โรงงานผลิตวัสดุก่อสร้าง

  • โรงงานผลิตเคมีภัณฑ์

  • โรงงานผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า

  • โรงงานอิเล็กทรอนิกส์

  • โรงงานแปรรูปสินค้าเกษตร

  • โรงงานรีไซเคิล

  • โรงงาน OEM

  • โรงงานผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อ

  • ผู้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออก

  • โรงงานที่ขายสินค้าแบบเครดิต

  • โรงงานที่วางบิลกับบริษัทขนาดใหญ่

การอยู่ในกลุ่มธุรกิจดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะได้รับอนุมัติสินเชื่อโดยอัตโนมัติ ผู้ให้บริการยังต้องพิจารณารายได้ กระแสเงินสด เอกสาร ประวัติการชำระ ภาระหนี้ และเงื่อนไขอื่นตามหลักเกณฑ์

วิธีคำนวณวงเงินหมุนเวียนที่โรงงานต้องการ

เจ้าของโรงงานไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ขอได้สูงสุดเท่าไร” แต่ควรเริ่มจาก “กิจการขาดเงินจริงเท่าไรและขาดนานแค่ไหน”

วิธีที่ 1 คำนวณจากคำสั่งซื้อ

สมมติโรงงานได้รับคำสั่งซื้อ 3 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายดังนี้

  • วัตถุดิบ 1,200,000 บาท

  • ค่าแรง 400,000 บาท

  • บรรจุภัณฑ์ 200,000 บาท

  • ค่าไฟและต้นทุนการผลิต 150,000 บาท

  • ค่าขนส่ง 50,000 บาท

  • เงินสำรองความคลาดเคลื่อน 100,000 บาท

รวมเงินที่ต้องใช้ 2,100,000 บาท

โรงงานมีเงินสดที่นำมาใช้ได้ 800,000 บาท และได้รับเครดิตจากผู้ขายวัตถุดิบ 300,000 บาท

ช่องว่างเงินทุนเท่ากับ

2,100,000 – 800,000 – 300,000 = 1,000,000 บาท

ดังนั้น เงินทุนที่จำเป็นสำหรับคำสั่งซื้อนี้อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท ไม่ใช่วงเงินทั้งหมดของยอดขาย 3 ล้านบาท

วิธีที่ 2 คำนวณจากสินค้าคงคลังและลูกหนี้

แนวทางทั่วไปสำหรับการประมาณความต้องการเงินทุนหมุนเวียนคือ

ลูกหนี้การค้า + สินค้าคงคลัง – เจ้าหนี้การค้า

ตัวอย่างเช่น

  • ลูกหนี้การค้า 2,000,000 บาท

  • วัตถุดิบและสินค้าคงคลัง 1,200,000 บาท

  • เจ้าหนี้การค้า 900,000 บาท

เงินทุนหมุนเวียนที่ต้องรองรับโดยประมาณคือ

2,000,000 + 1,200,000 – 900,000 = 2,300,000 บาท

ธนาคารแห่งประเทศไทยยกแนวทางนี้เป็นวิธีหนึ่งในการพิจารณาวงเงินตามรอบการหมุนของเงินทุน โดยเฉพาะธุรกิจที่มีรอบสินค้าชัดเจน เช่น โรงงานและธุรกิจค้าส่ง

ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ยังต้องพิจารณาเงินสดที่มีอยู่ ฤดูกาลขาย รายจ่ายประจำ และภาระหนี้ร่วมด้วย

วิธีที่ 3 คำนวณจากช่องว่างรายรับรายจ่าย

สมมติโรงงานมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนดังนี้

  • วัตถุดิบ 700,000 บาท

  • ค่าแรง 350,000 บาท

  • ค่าไฟและค่าใช้จ่ายโรงงาน 200,000 บาท

  • ค่าขนส่ง 100,000 บาท

รวม 1,350,000 บาทต่อเดือน

ลูกค้าชำระเงินจริงเฉลี่ยหลังส่งสินค้า 45 วัน หรือประมาณ 1.5 เดือน

เงินทุนที่ต้องรองรับรอบดังกล่าวเบื้องต้นคือ

1,350,000 × 1.5 = 2,025,000 บาท

จากนั้นหักเงินสดสำรอง เครดิตจากผู้ขาย และรายรับอื่นที่เข้ามาระหว่างรอบ เพื่อหาช่องว่างที่แท้จริง

วิธีคำนวณรอบเงินสดของโรงงาน

รอบเงินสดช่วยให้เห็นว่าตั้งแต่โรงงานจ่ายเงินจนได้รับเงินกลับมาใช้เวลากี่วัน

องค์ประกอบสำคัญมีสามส่วน

  1. จำนวนวันที่วัตถุดิบและสินค้าอยู่ในคลัง

  2. จำนวนวันที่รอเก็บเงินจากลูกค้า

  3. จำนวนวันที่ได้รับเครดิตจากผู้ขาย

ตัวอย่างเช่น

  • วัตถุดิบและสินค้าอยู่ในระบบ 50 วัน

  • ลูกค้าชำระหลังส่งมอบ 60 วัน

  • ผู้ขายให้เครดิต 30 วัน

รอบเงินสดโดยประมาณคือ

50 + 60 – 30 = 80 วัน

หมายความว่าโรงงานต้องเตรียมเงินรองรับค่าใช้จ่ายประมาณ 80 วันก่อนเงินจะหมุนกลับมา

หากต้องการลดความต้องการเงินทุน โรงงานสามารถดำเนินการได้หลายทาง เช่น

  • ลดจำนวนวันที่เก็บวัตถุดิบ

  • ลดเวลาการผลิต

  • เร่งการส่งมอบ

  • ออกใบแจ้งหนี้เร็วขึ้น

  • ติดตามลูกหนี้ก่อนครบกำหนด

  • ลดเครดิตเทอมลูกค้า

  • ขอเงินมัดจำ

  • เจรจาเครดิตกับผู้ขายให้นานขึ้น

  • ลดสินค้าที่ขายช้า

  • ปรับแผนผลิตให้ตรงกับคำสั่งซื้อ

เอกสารขอสินเชื่อโรงงานมีอะไรบ้าง

เอกสารจริงแตกต่างกันตามผู้ให้บริการ ประเภทสินเชื่อ วงเงิน และโครงสร้างกิจการ แต่โดยทั่วไปควรเตรียมข้อมูลดังต่อไปนี้

เอกสารนิติบุคคล

  • หนังสือรับรองบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน

  • หนังสือบริคณห์สนธิ

  • บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น

  • ภ.พ.20

  • ใบทะเบียนพาณิชย์

  • เอกสารแสดงอำนาจลงนาม

  • รายงานการประชุมตามที่เกี่ยวข้อง

  • เอกสารเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือที่อยู่

  • ตราประทับบริษัท หากมี

ควรใช้เอกสารฉบับล่าสุด และตรวจสอบว่าชื่อ ที่อยู่ กรรมการ และอำนาจลงนามตรงกับข้อมูลปัจจุบัน

เอกสารโรงงาน

  • ใบอนุญาตหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกิจการ

  • สัญญาเช่าสถานที่

  • เอกสารสิทธิ์ที่ดินหรืออาคาร

  • แผนที่โรงงาน

  • รูปภาพภายนอกและภายในโรงงาน

  • รูปเครื่องจักร

  • รูปคลังวัตถุดิบ

  • รูปสินค้าสำเร็จรูป

  • รายละเอียดกำลังการผลิต

  • รายการเครื่องจักร

  • รายละเอียดจำนวนพนักงาน

  • เอกสารมาตรฐานหรือใบรับรองที่เกี่ยวข้อง

เอกสารทางการเงิน

  • Statement บัญชีธุรกิจย้อนหลัง

  • งบการเงิน

  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม

  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล

  • รายงานยอดขาย

  • รายงานต้นทุนการผลิต

  • รายงานลูกหนี้การค้า

  • รายงานเจ้าหนี้การค้า

  • รายงานสินค้าคงเหลือ

  • รายละเอียดภาระหนี้

  • ตารางผ่อนชำระปัจจุบัน

  • ประมาณการกระแสเงินสด

เอกสารทางการค้า

  • ใบเสนอราคา

  • ใบสั่งซื้อ

  • สัญญาซื้อขาย

  • สัญญาว่าจ้างผลิต

  • ใบส่งสินค้า

  • ใบรับสินค้า

  • ใบแจ้งหนี้

  • หลักฐานการวางบิล

  • ประวัติการรับชำระ

  • รายชื่อลูกค้าหลัก

  • รายชื่อผู้ขายวัตถุดิบหลัก

  • รายละเอียดเครดิตเทอม

  • รายงานคำสั่งซื้อที่อยู่ระหว่างผลิต

เอกสารกรรมการและผู้เกี่ยวข้อง

  • บัตรประชาชน

  • ทะเบียนบ้าน

  • เอกสารเปลี่ยนชื่อ

  • ข้อมูลติดต่อ

  • รายละเอียดทรัพย์สิน

  • รายละเอียดภาระหนี้

  • เอกสารผู้ค้ำประกันตามเงื่อนไข

  • เอกสารคู่สมรสตามกรณี

วิธีเตรียม Statement โรงงานให้ตรวจสอบง่าย

  • ใช้บัญชีธุรกิจเป็นบัญชีหลัก

ควรให้ลูกค้าชำระค่าสินค้าเข้าบัญชีบริษัท และใช้บัญชีดังกล่าวจ่ายวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายสำคัญ

  • แยกบัญชีส่วนตัวออกจากบัญชีโรงงาน

ไม่ควรนำค่าใช้จ่ายส่วนตัวจำนวนมากมาปะปนกับบัญชีบริษัท เพราะทำให้วิเคราะห์ต้นทุนและกระแสเงินสดจริงได้ยาก

  • เก็บเอกสารประกอบรายการใหญ่

หากมีเงินเข้าหรือออกมูลค่าสูง ควรมีใบแจ้งหนี้ ใบสั่งซื้อ หรือหลักฐานการซื้อขายประกอบ

  • ลดการโอนวนระหว่างบัญชี

รายการโอนเข้าออกระหว่างหลายบัญชีโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจอาจทำให้ยอดหมุนเวียนดูสูง แต่ไม่สะท้อนรายได้จริง

  • รักษายอดคงเหลือให้เหมาะสม

หากเงินถูกถอนออกทันทีทุกครั้งหลังลูกค้าชำระ อาจทำให้เห็นว่ากิจการไม่มีเงินสำรอง แม้ยอดขายจะสูงก็ตาม

  • ชำระภาระตรงเวลา

ประวัติการชำระค่างวด เจ้าหนี้ และภาระทางการเงินเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนวินัยของกิจการ

  • เตรียมคำอธิบายสำหรับรายการผิดปกติ

หากมีเดือนที่ยอดขายลดลง เครื่องจักรหยุดผลิต หรือลูกค้ารายใหญ่จ่ายช้า ควรเตรียมเหตุผลและหลักฐานว่าปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างไร

ผู้ให้บริการพิจารณาสินเชื่อโรงงานจากอะไร

1. ประวัติการดำเนินกิจการ

โรงงานที่ดำเนินงานต่อเนื่อง มีลูกค้าและยอดขายตรวจสอบได้ มักมีข้อมูลให้ประเมินมากกว่ากิจการที่เพิ่งเริ่มต้น

2. รายได้และกระแสเงินสด

ไม่ควรดูเพียงยอดขาย แต่ต้องพิจารณาว่าโรงงานมีเงินสดจากการดำเนินงานเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายและภาระชำระหรือไม่

3. กำไรของกิจการ

ยอดขายสูงไม่ได้หมายความว่าจะชำระหนี้ได้ หากกำไรต่ำหรือมีค่าใช้จ่ายสูง ผู้ให้บริการอาจต้องพิจารณาความสามารถในการสร้างกำไรอย่างละเอียด

4. ภาระหนี้เดิม

ค่างวดปัจจุบัน หนี้เจ้าหนี้ หนี้เครื่องจักร OD และภาระอื่นจะถูกนำมาพิจารณาร่วมกับวงเงินใหม่

5. รายการเดินบัญชี

Statement ช่วยแสดงรอบเงินเข้าออก ความสม่ำเสมอของรายได้ ยอดคงเหลือ และพฤติกรรมทางการเงิน

6. ลูกค้าและคู่ค้า

การมีลูกค้าหลากหลายช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาลูกค้ารายเดียว ขณะที่ประวัติการซื้อขายกับคู่ค้ายังช่วยยืนยันว่ากิจการดำเนินงานจริง

7. คำสั่งซื้อและสัญญา

ใบสั่งซื้อและสัญญาที่ตรวจสอบได้ช่วยอธิบายว่าโรงงานต้องการใช้เงินกับอะไร และรายรับในอนาคตจะมาจากแหล่งใด

8. สินค้าคงคลัง

ต้องดูว่าวัตถุดิบและสินค้าสามารถขายหรือใช้ผลิตได้จริงหรือไม่ มีอายุการเก็บเท่าใด และมีความเสี่ยงด้านราคาหรือการเสื่อมสภาพหรือไม่

9. เครื่องจักรและกำลังผลิต

ผู้พิจารณาอาจตรวจสอบว่าโรงงานมีกำลังผลิตเพียงพอสำหรับคำสั่งซื้อ และเครื่องจักรอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหรือไม่

10. ประวัติการชำระ

ประวัติชำระตรงเวลาและการจัดการปัญหาในอดีตสะท้อนวินัยและความรับผิดชอบของเจ้าของกิจการ

11. หลักประกัน

สินเชื่อบางประเภทอาจใช้ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร หรือทรัพย์สินอื่นเป็นหลักประกัน ขณะที่บางประเภทเน้นกระแสเงินสดหรือเอกสารการค้า เงื่อนไขขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ

12. วัตถุประสงค์การใช้เงิน

การอธิบายว่าเงินจะถูกใช้ซื้ออะไร จำนวนเท่าใด และสร้างรายได้กลับมาเมื่อใด ช่วยให้ประเมินความเหมาะสมของวงเงินได้ชัดเจนกว่าการระบุเพียงว่า “ใช้หมุนเวียน”

สินเชื่อโรงงานไม่มีหลักทรัพย์เป็นไปได้หรือไม่

สินเชื่อบางประเภทอาจไม่เน้นหลักทรัพย์ประเภทที่ดินหรืออาคาร แต่จะพิจารณาปัจจัยอื่นแทน เช่น

  • กระแสเงินสด

  • ยอดขาย

  • รายการเดินบัญชี

  • ประวัติชำระ

  • ลูกหนี้การค้า

  • ใบแจ้งหนี้

  • คำสั่งซื้อ

  • สัญญาว่าจ้าง

  • เครื่องจักร

  • สินค้าคงคลัง

  • ผู้ค้ำประกัน

  • ความน่าเชื่อถือของเจ้าของกิจการ

คำว่าไม่มีหลักทรัพย์ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเงื่อนไข ไม่มีการตรวจสอบ หรือได้รับอนุมัติแน่นอน ผู้ให้บริการยังต้องประเมินความเสี่ยงและความสามารถในการชำระคืนตามหลักเกณฑ์

เจ้าของโรงงานควรขอรายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษรว่าต้องใช้หลักประกันหรือผู้ค้ำหรือไม่ และมีภาระผูกพันกับทรัพย์สินใดบ้าง

ตัวอย่างการใช้สินเชื่อโรงงานอย่างเหมาะสม

กรณีที่ 1 โรงงาน OEM มีคำสั่งซื้อใหม่

โรงงานเครื่องสำอางได้รับคำสั่งซื้อ 1.5 ล้านบาท ต้องใช้เงินซื้อวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ 900,000 บาท ลูกค้าชำระมัดจำ 30% และส่วนที่เหลือหลังส่งมอบ 45 วัน โรงงานคำนวณต้นทุนและใช้เงินมัดจำร่วมกับสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนเฉพาะส่วนที่ขาด โดยวางแผนชำระคืนเมื่อได้รับเงินส่วนที่เหลือ

จุดสำคัญคือมีคำสั่งซื้อ วัตถุประสงค์ และแหล่งชำระคืนชัดเจน

กรณีที่ 2 โรงงานส่งสินค้าแล้วรอเครดิตเทอม

โรงงานบรรจุภัณฑ์ส่งสินค้าให้บริษัทขนาดใหญ่และมีใบแจ้งหนี้กำหนดชำระ 60 วัน แต่ต้องซื้อวัตถุดิบสำหรับรอบผลิตใหม่ทันที โรงงานอาจพิจารณา Factoring หรือ Invoice Financing หากลูกหนี้และเอกสารเข้าเงื่อนไข แทนการกู้เงินก้อนที่ไม่สัมพันธ์กับใบแจ้งหนี้

กรณีที่ 3 เครื่องจักรหลักเสีย

โรงงานชิ้นส่วนต้องซ่อมเครื่องจักร 500,000 บาท หากไม่ซ่อมจะสูญเสียยอดผลิตวันละจำนวนมาก โรงงานควรเปรียบเทียบต้นทุนการซ่อมกับความเสียหายจากการหยุดผลิต และเลือกระยะเวลาชำระที่ไม่กดดันเงินทุนหมุนเวียนมากเกินไป

กรณีที่ 4 เพิ่มกำลังการผลิต

โรงงานอาหารต้องการซื้อเครื่องจักรใหม่ 4 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังผลิตรองรับสัญญาระยะยาว การลงทุนลักษณะนี้ควรพิจารณาสินเชื่อระยะยาวหรือเช่าซื้อเครื่องจักร มากกว่านำ OD ระยะสั้นไปชำระราคาเครื่องจักรทั้งหมด

วิธีเปรียบเทียบต้นทุนสินเชื่อโรงงาน

อย่าดูเฉพาะอัตราดอกเบี้ยที่ระบุในโฆษณา ควรขอข้อมูลค่าใช้จ่ายทุกประเภท ได้แก่

  • อัตราดอกเบี้ยต่อปี

  • วิธีคิดดอกเบี้ย

  • ค่าธรรมเนียมจัดการ

  • ค่าธรรมเนียมวงเงิน

  • ค่าประเมินหลักประกัน

  • ค่าอากร

  • ค่าประกัน

  • ค่าทำสัญญา

  • ค่าธรรมเนียมการเบิกใช้

  • ค่าทบทวนวงเงิน

  • ค่าใช้จ่ายกรณีชำระล่าช้า

  • ค่าใช้จ่ายกรณีชำระก่อนกำหนด

  • ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนหลักประกัน

  • ยอดเงินสุทธิที่ได้รับจริง

  • ยอดชำระรวมตลอดสัญญา

สมมติโรงงานได้รับวงเงิน 1 ล้านบาท แต่ถูกหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย 30,000 บาท โรงงานจะได้รับเงินสุทธิ 970,000 บาท จึงควรคำนวณต้นทุนจากเงินที่ได้รับจริง ไม่ใช่ดูจากวงเงินในสัญญาเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างคำนวณดอกเบี้ยเพื่อประกอบความเข้าใจ

สมมติโรงงานใช้เงิน 1,000,000 บาท เป็นเวลา 90 วัน และสมมติอัตราดอกเบี้ย 12% ต่อปี โดยยังไม่รวมค่าธรรมเนียม

คำนวณแบบง่ายดังนี้

เงินต้น × อัตราดอกเบี้ยต่อปี × จำนวนวันที่ใช้ ÷ 365

เท่ากับ 1,000,000 × 12% × 90 ÷ 365

ดอกเบี้ยโดยประมาณเท่ากับ 29,589 บาท

หากมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม 10,000 บาท ต้นทุนรวมเบื้องต้นจะอยู่ที่ประมาณ 39,589 บาท

ตัวอย่างนี้จัดทำเพื่ออธิบายวิธีคิดเท่านั้น ไม่ใช่อัตราหรือข้อเสนอสินเชื่อจริง วิธีคำนวณของแต่ละผลิตภัณฑ์อาจแตกต่างกัน เจ้าของกิจการควรขอตารางชำระและค่าใช้จ่ายจริงก่อนลงนาม

วิธีดูว่าสินเชื่อคุ้มกับคำสั่งซื้อหรือไม่

สมมติโรงงานรับคำสั่งซื้อ 2 ล้านบาท มีต้นทุนการผลิต 1.5 ล้านบาท จึงมีกำไรขั้นต้น 500,000 บาท

แต่ยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ได้แก่

  • ค่าขนส่ง 60,000 บาท

  • ค่าเสียหายและของเสีย 30,000 บาท

  • ค่าล่วงเวลาพนักงาน 50,000 บาท

  • ต้นทุนสินเชื่อ 50,000 บาท

  • ค่าใช้จ่ายอื่น 40,000 บาท

รวมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 230,000 บาท

กำไรที่เหลือประมาณ 270,000 บาท

ก่อนตัดสินใจควรถามว่า

  • หากวัตถุดิบขึ้นราคา กำไรจะเหลือเท่าใด

  • หากสินค้ามีของเสียมากกว่าคาดจะเป็นอย่างไร

  • หากลูกค้าจ่ายช้า ต้นทุนสินเชื่อเพิ่มเท่าใด

  • หากส่งมอบล่าช้ามีค่าปรับหรือไม่

  • หากลูกค้ายกเลิกคำสั่งซื้อสามารถขายให้รายอื่นได้หรือไม่

  • กำไรที่เหลือคุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่

สินเชื่อที่ทำให้ยอดขายเพิ่มไม่ได้หมายความว่าจะทำให้กำไรเพิ่มเสมอไป ต้องคำนวณต้นทุนทั้งหมดก่อนรับงาน

วิธีเพิ่มความพร้อมก่อนขอสินเชื่อโรงงาน

จัดทำบัญชีให้เป็นปัจจุบัน

งบการเงิน รายการภาษี ยอดขาย และ Statement ควรสัมพันธ์กัน หากมีความแตกต่างควรเตรียมคำอธิบายและเอกสารประกอบ

แยกยอดขายตามลูกค้า

การรู้ว่าลูกค้าแต่ละรายสร้างยอดขายและกำไรเท่าใด ช่วยให้เห็นความเสี่ยงจากการพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่

จัดทำรายงานอายุลูกหนี้

ควรแยกลูกหนี้ที่ยังไม่ครบกำหนด ค้าง 1–30 วัน ค้าง 31–60 วัน และเกิน 60 วัน เพื่อมองเห็นคุณภาพของลูกหนี้

ตรวจนับสินค้าคงคลัง

ยอดสต็อกในบัญชีควรใกล้เคียงกับของที่มีอยู่จริง และควรแยกสินค้าขายเร็ว สินค้าขายช้า และสินค้าที่เสื่อมสภาพ

จัดทำต้นทุนการผลิต

ควรรู้ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเครื่องจักร ค่าไฟ ของเสีย และค่าใช้จ่ายต่อหน่วย เพื่อประเมินกำไรของแต่ละคำสั่งซื้อ

ทำประมาณการกระแสเงินสด

แสดงวันที่ต้องจ่ายเงิน วันที่คาดว่าจะได้รับเงิน และยอดเงินคงเหลือในแต่ละช่วง การวิเคราะห์กระแสเงินสด การควบคุมต้นทุน และการวางแผนเงินหมุนเวียนเป็นส่วนสำคัญของการรักษาสภาพคล่องธุรกิจ

ลดภาระหนี้ที่ไม่จำเป็น

ควรตรวจสอบว่าสินเชื่อ บัตร หรือภาระใดที่ไม่ได้สร้างรายได้ และจัดลำดับการชำระอย่างเหมาะสม เตรียมแผนสำรองควรมีแผนกรณีลูกค้าจ่ายช้า วัตถุดิบขึ้นราคา เครื่องจักรเสีย หรือยอดขายต่ำกว่าคาด

ขั้นตอนการขอสินเชื่อโรงงาน

ขั้นตอนที่ 1 กำหนดวัตถุประสงค์

ระบุว่าจะนำเงินไปซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง ซื้อเครื่องจักร หรือรองรับเครดิตเทอม

ขั้นตอนที่ 2 คำนวณวงเงินจริง

รวมค่าใช้จ่ายที่จำเป็น หักเงินสด เงินมัดจำ และเครดิตจากผู้ขาย เพื่อหาจำนวนที่ขาด

ขั้นตอนที่ 3 เลือกประเภทสินเชื่อ

เลือกเงินทุนหมุนเวียน OD, P/N, Factoring หรือสินเชื่อเครื่องจักรตามวัตถุประสงค์และระยะเวลาการใช้เงิน

ขั้นตอนที่ 4 เตรียมเอกสาร

รวบรวมเอกสารบริษัท Statement งบการเงิน เอกสารโรงงาน และเอกสารการค้า

ขั้นตอนที่ 5 ส่งข้อมูลให้ประเมิน

ให้ข้อมูลจริงและครบถ้วน พร้อมอธิบายรายการที่อาจทำให้เกิดข้อสงสัย

ขั้นตอนที่ 6 ตรวจสอบสถานประกอบการ

สินเชื่อบางประเภทอาจมีการตรวจสอบโรงงาน เครื่องจักร สินค้าคงคลัง หรือกระบวนการผลิต

ขั้นตอนที่ 7 รับข้อเสนอ

ตรวจสอบวงเงิน อัตรา ระยะเวลา ยอดชำระ หลักประกัน และค่าธรรมเนียม

ขั้นตอนที่ 8 อ่านสัญญา

ไม่ควรลงนามหากยังไม่เข้าใจวิธีคิดค่าใช้จ่าย วันครบกำหนด หรือผลกรณีผิดนัด

ขั้นตอนที่ 9 รับเงินและใช้ตามแผน

แยกบัญชีหรือบันทึกการใช้เงิน เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่าเงินถูกใช้ตามวัตถุประสงค์

ขั้นตอนที่ 10 ติดตามกระแสเงินสด

ตรวจสอบรายรับ รายจ่าย และแผนชำระทุกสัปดาห์ ไม่ควรรอจนใกล้วันครบกำหนดจึงตรวจสอบยอดเงิน

ข้อผิดพลาดที่เจ้าของโรงงานควรหลีกเลี่ยง

ขอสินเชื่อโดยไม่มีแผนใช้เงิน

การระบุเพียงว่าใช้หมุนเวียนไม่ช่วยให้เห็นว่าเงินจะสร้างรายรับกลับมาอย่างไร

ขอวงเงินสูงเกินความจำเป็น

วงเงินสูงอาจเพิ่มภาระและทำให้ใช้เงินเกินแผน ควรขอตามช่องว่างที่เกิดขึ้นจริง

ใช้เงินทุนระยะสั้นซื้อทรัพย์สินระยะยาว

การใช้ OD ซื้อเครื่องจักรหรืออาคารอาจทำให้ต้องชำระเร็วเกินกว่าระยะคืนทุน

รับคำสั่งซื้อที่กำไรต่ำ

ยอดขายสูงอาจไม่คุ้ม หากต้องใช้เงินทุนจำนวนมากและรอรับเงินนาน

ไม่ตรวจสอบเครดิตลูกค้า

โรงงานที่ให้เครดิตโดยไม่ประเมินลูกค้าอาจมียอดขายเพิ่ม แต่เก็บเงินไม่ได้ตามกำหนด

ซื้อวัตถุดิบมากเกินไป

ส่วนลดจากการซื้อจำนวนมากอาจไม่คุ้มกับดอกเบี้ย ค่าเก็บรักษา และความเสี่ยงที่วัตถุดิบจะเสื่อมสภาพ

ใช้เงินสินเชื่อกับค่าใช้จ่ายส่วนตัว

ทำให้แผนการผลิตขาดเงินและตรวจสอบกระแสเงินสดได้ยาก

เชื่อคำว่าอนุมัติแน่นอน

ผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือจะต้องตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสารก่อน ไม่ควรรับรองผลโดยไม่มีข้อมูล

โอนเงินก่อนโดยไม่ตรวจสอบ

ควรตรวจสอบชื่อบริษัท สัญญา รายละเอียดค่าใช้จ่าย และบัญชีรับเงินก่อนดำเนินการทุกครั้ง

ไม่เก็บสำเนาสัญญา

เจ้าของกิจการควรมีสำเนาสัญญา ตารางชำระ และหลักฐานการชำระทั้งหมด

วิธีตรวจสอบผู้ให้บริการสินเชื่อโรงงาน

ก่อนส่งเอกสารหรือทำสัญญา ควรตรวจสอบดังนี้

  1. มีชื่อบริษัทชัดเจนหรือไม่

  2. ตรวจสอบการจดทะเบียนได้หรือไม่

  3. มีสถานที่และช่องทางติดต่อหรือไม่

  4. แจ้งรายละเอียดผลิตภัณฑ์เป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่

  5. ระบุอัตราและค่าธรรมเนียมครบหรือไม่

  6. มีสัญญาให้อ่านก่อนลงนามหรือไม่

  7. แจ้งยอดเงินสุทธิที่ได้รับจริงหรือไม่

  8. แจ้งยอดชำระและวันครบกำหนดหรือไม่

  9. อธิบายหลักประกันอย่างชัดเจนหรือไม่

  10. มีการเรียกให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลหรือไม่

  11. ขอรหัสผ่านหรือรหัส OTP หรือไม่

  12. รับรองผลอนุมัติโดยไม่ตรวจเอกสารหรือไม่

  13. เร่งให้ตัดสินใจโดยไม่ให้เวลาอ่านสัญญาหรือไม่

  14. สามารถติดต่อหลังทำสัญญาได้หรือไม่

  15. มีหลักฐานการรับชำระทุกครั้งหรือไม่

ไม่ควรให้รหัสผ่านธนาคาร รหัส OTP หรืออนุญาตให้บุคคลอื่นควบคุมโทรศัพท์หรือบัญชีทางการเงิน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสินเชื่อโรงงาน

สินเชื่อโรงงานคืออะไร

สินเชื่อโรงงานคือเงินทุนหรือวงเงินสำหรับธุรกิจการผลิต เพื่อนำไปซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง ซ่อมเครื่องจักร ซื้อเครื่องจักร รองรับเครดิตเทอม หรือเสริมสภาพคล่องตามวัตถุประสงค์ของกิจการ

สินเชื่อโรงงานเหมาะกับใคร

เหมาะกับเจ้าของโรงงาน ผู้ผลิตสินค้า ธุรกิจ OEM ผู้ผลิตชิ้นส่วน โรงงานแปรรูป และกิจการที่มีกระบวนการผลิตหรือมีค่าใช้จ่ายในการผลิตก่อนรับเงินจากลูกค้า

โรงงานเปิดใหม่ขอสินเชื่อได้หรือไม่

สามารถยื่นข้อมูลได้ แต่ตัวเลือกอาจจำกัดกว่ากิจการที่มีประวัติรายได้ ควรเตรียมเงินลงทุนของเจ้าของ แผนธุรกิจ รายละเอียดเครื่องจักร คำสั่งซื้อ และประมาณการกระแสเงินสดให้ชัดเจน

สินเชื่อโรงงานใช้หลักทรัพย์หรือไม่

ขึ้นอยู่กับประเภทสินเชื่อและผู้ให้บริการ บางผลิตภัณฑ์อาจใช้ที่ดิน อาคาร หรือเครื่องจักร ขณะที่บางประเภทพิจารณากระแสเงินสด ใบแจ้งหนี้ หรือลูกหนี้การค้า

ไม่มีที่ดินหรืออาคารเป็นของตนเองขอได้หรือไม่

สินเชื่อบางประเภทอาจไม่ได้กำหนดให้ใช้ที่ดินหรืออาคาร แต่จะประเมินข้อมูลด้านอื่นแทน เงื่อนไขขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการและคุณสมบัติของกิจการ

โรงงานเช่าสถานที่ขอสินเชื่อได้หรือไม่

สามารถยื่นข้อมูลได้ ควรมีสัญญาเช่าที่ชัดเจน แสดงระยะเวลาเช่า ที่ตั้งโรงงาน และสิทธิในการใช้สถานที่ประกอบกิจการ

ใช้ Statement กี่เดือน

จำนวนเดือนขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ของผู้ให้บริการ ควรเตรียม Statement ต่อเนื่องให้เพียงพอแสดงรอบยอดขาย รายจ่าย ฤดูกาลผลิต และพฤติกรรมการชำระเงินของโรงงาน

วงเงินขึ้นอยู่กับอะไร

โดยทั่วไปพิจารณาจากยอดขาย กระแสเงินสด กำไร รอบเงินทุนหมุนเวียน ลูกหนี้ สินค้าคงคลัง ภาระหนี้ วัตถุประสงค์ และความสามารถในการชำระ

สินเชื่อโรงงานกับสินเชื่อส่วนบุคคลต่างกันอย่างไร

สินเชื่อโรงงานพิจารณาการดำเนินธุรกิจ รายได้ของกิจการ เอกสารบริษัท และวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลเน้นรายได้และคุณสมบัติของบุคคล

ควรใช้ OD หรือสินเชื่อเงินก้อน

หากต้องใช้เงินเป็นช่วง ๆ และมีรายรับเข้ามาลดยอดหลายครั้ง OD อาจมีความยืดหยุ่นกว่า หากต้องใช้เงินจำนวนแน่นอนและต้องการตารางชำระ สินเชื่อเงินก้อนอาจเหมาะกว่า

โรงงานที่รอเครดิตเทอมควรใช้สินเชื่อแบบใด

อาจพิจารณา OD สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน Factoring หรือ Invoice Financing ตามเอกสาร ลูกหนี้ ระยะเวลารอเงิน และเงื่อนไขของผู้ให้บริการ

Factoring เหมาะกับโรงงานหรือไม่

เหมาะกับโรงงานที่ส่งมอบสินค้าแล้ว มีใบแจ้งหนี้ และขายให้ลูกค้าแบบเครดิต โดยลูกหนี้และเอกสารต้องผ่านเกณฑ์ของผู้ให้บริการ

ใช้สินเชื่อซื้อวัตถุดิบได้หรือไม่

ได้ หากผลิตภัณฑ์อนุญาตและโรงงานมีแผนผลิต คำสั่งซื้อ หรือยอดขายรองรับ ควรคำนวณปริมาณที่จำเป็นและแผนชำระให้ชัดเจน

ใช้ OD ซื้อเครื่องจักรได้หรือไม่

อาจทำได้ตามเงื่อนไข แต่โดยหลักการไม่ควรใช้เงินทุนระยะสั้นกับเครื่องจักรที่คืนทุนหลายปี เพราะอาจทำให้กระแสเงินสดตึงตัว ควรพิจารณาสินเชื่อระยะยาวหรือเช่าซื้อเครื่องจักร

เครื่องจักรเก่าสามารถใช้ประกอบการพิจารณาได้หรือไม่

ขึ้นอยู่กับสภาพ อายุ มูลค่าตลาด เอกสารกรรมสิทธิ์ และหลักเกณฑ์ของผู้ให้บริการ ไม่ควรประเมินจากราคาซื้อเดิมเพียงอย่างเดียว

โรงงานขาดทุนยังขอสินเชื่อได้หรือไม่

สามารถส่งข้อมูลให้พิจารณาได้ แต่ควรอธิบายสาเหตุของผลขาดทุน แผนแก้ไข กระแสเงินสด และความสามารถในการชำระ ผู้ให้บริการจะประเมินตามความเสี่ยงและหลักเกณฑ์

รายได้สูงแต่เงินในบัญชีน้อยมีผลหรือไม่

อาจมีผล เพราะยอดคงเหลือและพฤติกรรมเงินเข้าออกช่วยแสดงความสามารถในการบริหารสภาพคล่อง ควรเตรียมคำอธิบายว่ารายได้ถูกนำไปใช้อะไร

โรงงานควรมีเงินสำรองเท่าไร

ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายคงที่ ความแน่นอนของรายได้ ระยะเวลาผลิต และเครดิตเทอม อย่างน้อยควรรู้ว่าหากไม่มีรายรับ โรงงานสามารถจ่ายค่าแรง ค่าไฟ และต้นทุนจำเป็นได้นานเท่าใด

ควรขอวงเงินก่อนเกิดปัญหาหรือไม่

ควรวางแผนล่วงหน้า เพราะช่วงที่ Statement ปกติ ยอดขายสม่ำเสมอ และไม่มีการผิดนัด มักมีความพร้อมให้ประเมินมากกว่าช่วงที่เกิดวิกฤตแล้ว

อนุมัติแล้วต้องใช้เงินทั้งหมดหรือไม่

ขึ้นอยู่กับประเภทผลิตภัณฑ์ เงินก้อนอาจได้รับเต็มจำนวน ขณะที่วงเงินหมุนเวียนหรือ OD อาจเบิกใช้ตามความจำเป็น ต้องตรวจสอบเงื่อนไขก่อนลงนาม

ควรเปรียบเทียบสินเชื่อจากอะไร

ควรเปรียบเทียบเงินสุทธิที่ได้รับ อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ระยะเวลา ยอดชำระ หลักประกัน ความยืดหยุ่น และผลกรณีผิดนัด ไม่ควรดูวงเงินเพียงอย่างเดียว

ปรึกษาเรื่องสินเชื่อโรงงานกับ Assistmoney

เจ้าของโรงงานที่ต้องการเงินทุนสำหรับซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง ซ่อมเครื่องจักร รองรับเครดิตเทอม หรือเสริมสภาพคล่อง สามารถส่งข้อมูลกิจการให้ Assistmoney ช่วยประเมินเบื้องต้นได้

เหมาะสำหรับกิจการที่มีสถานประกอบการและตรวจสอบธุรกิจได้ เช่น

  • โรงงานผลิตสินค้า

  • โรงงาน OEM

  • โรงงานบรรจุภัณฑ์

  • โรงงานอาหารและเครื่องดื่ม

  • โรงงานพลาสติก

  • โรงงานโลหะและชิ้นส่วน

  • โรงงานเฟอร์นิเจอร์

  • โรงงานสิ่งทอและเสื้อผ้า

  • โรงงานวัสดุก่อสร้าง

  • โรงงานแปรรูปสินค้าเกษตร

  • โรงงานรีไซเคิล

  • ผู้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออก

  • โรงงานที่วางบิล 30–90 วัน

Assistmoney

โทร: 062-880-5754LINE: @assist88เว็บไซต์: www.assistmoney8.com

ประเมินข้อมูลเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่มีการให้ลูกค้าโอนเงินก่อนทุกกรณี ผลการพิจารณา วงเงิน อัตรา ระยะเวลา และเงื่อนไขเป็นไปตามคุณสมบัติ เอกสาร และหลักเกณฑ์ของผู้ให้บริการ

สรุปสินเชื่อโรงงาน

สินเชื่อโรงงานเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจการผลิตมีเงินเพียงพอสำหรับซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง ซ่อมเครื่องจักร ลงทุนเพิ่มกำลังผลิต และรองรับช่วงเวลารอรับเงินจากลูกค้า

แต่สินเชื่อที่เหมาะสมไม่จำเป็นต้องเป็นวงเงินสูงที่สุดหรือได้รับเร็วที่สุด เจ้าของกิจการควรเลือกประเภทเงินทุนให้ตรงกับวัตถุประสงค์และระยะเวลาการใช้เงิน

ค่าใช้จ่ายหมุนเวียน เช่น วัตถุดิบ ค่าแรง และเครดิตเทอม อาจเหมาะกับสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน OD, P/N หรือ Factoring ส่วนการซื้อเครื่องจักรและปรับปรุงอาคารควรพิจารณาเงินทุนระยะยาวที่สัมพันธ์กับระยะคืนทุน

ก่อนสมัครควรคำนวณช่องว่างกระแสเงินสด เตรียม Statement งบการเงิน เอกสารคำสั่งซื้อ และข้อมูลต้นทุนการผลิตให้ครบ พร้อมเปรียบเทียบยอดเงินสุทธิ ต้นทุน และเงื่อนไขของแต่ละทางเลือก

เมื่อใช้เงินตามวัตถุประสงค์ มีคำสั่งซื้อหรือรายรับรองรับ และติดตามกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง สินเชื่อโรงงานสามารถช่วยให้สายการผลิตเดินหน้า รับโอกาสใหม่ และเติบโตได้อย่างมีแผน


#สินเชื่อโรงงาน #เงินทุนโรงงาน #สินเชื่อธุรกิจ #เงินทุนหมุนเวียน #เจ้าของโรงงาน #โรงงานผลิตสินค้า #โรงงานOEM #สินเชื่อSME #สินเชื่อOD #Factoring #เสริมสภาพคล่อง #Assistmoney

 
 
 

ความคิดเห็น


ติดต่อเรา
Call : 062 880 5754
อาคารออลซีซั่นส์เพลส 87
ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน
กรุงเทพฯ 10330

@ Copyright 2024 by Assist Money
bottom of page