top of page

แหล่งเงินทุนระยะสั้นมีอะไรบ้าง เลือกอย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ

  • รูปภาพนักเขียน: assist money
    assist money
  • 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 5 นาที

แหล่งเงินทุนระยะสั้น

ปัญหาเงินหมุนเวียนไม่ทันไม่ได้เกิดเฉพาะกับกิจการที่ขาดทุนเท่านั้น ธุรกิจที่มียอดขายดี มีคำสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง หรือมีลูกค้ารายใหญ่จำนวนมากก็สามารถประสบปัญหาสภาพคล่องได้ หากวันที่ธุรกิจต้องจ่ายเงินไม่ตรงกับวันที่ได้รับเงินจากลูกค้า

ตัวอย่างเช่น โรงงานส่งสินค้าให้ลูกค้าเรียบร้อยแล้ว แต่ต้องรอรับชำระเงินตามเครดิตเทอม 60 วัน ขณะที่โรงงานต้องจ่ายค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าไฟ และค่าขนส่งภายในเดือนปัจจุบัน แม้รายการขายนั้นจะมีกำไร แต่โรงงานอาจไม่มีเงินสดเพียงพอสำหรับเริ่มรอบการผลิตใหม่

สถานการณ์ลักษณะนี้ทำให้เจ้าของกิจการเริ่มมองหา แหล่งเงินทุนระยะสั้น เพื่อเติมช่องว่างระหว่างรอบจ่ายเงินกับรอบรับเงิน ช่วยให้ธุรกิจสามารถซื้อสินค้า เติมวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง รับคำสั่งซื้อใหม่ หรือบริหารค่าใช้จ่ายประจำได้อย่างต่อเนื่องอย่างไรก็ตาม แหล่งเงินทุนระยะสั้นมีหลายประเภท ตั้งแต่เงินสดสำรองของกิจการ เครดิตจากผู้ขาย วงเงินเบิกเกินบัญชี สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน ไปจนถึง Factoring และ Invoice Financing แต่ละแบบมีจุดเด่น ต้นทุน เงื่อนไข และความเหมาะสมแตกต่างกัน

เจ้าของกิจการจึงไม่ควรเลือกจากคำว่า “ได้เงินเร็ว” หรือ “วงเงินเยอะ” เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาว่าเงินทุนประเภทนั้นสอดคล้องกับรอบธุรกิจหรือไม่ ธุรกิจจะนำรายรับจากแหล่งใดมาชำระคืน และต้นทุนทั้งหมดหลังรวมค่าธรรมเนียมแล้วยังอยู่ในระดับที่กิจการรับผิดชอบได้หรือไม่

บทความนี้รวบรวมประเภทของแหล่งเงินทุนระยะสั้น วิธีเลือกให้เหมาะกับธุรกิจ ตัวอย่างการคำนวณเงินทุนหมุนเวียน เอกสารที่ควรเตรียม และแนวทางลดความเสี่ยงก่อนทำสัญญา เพื่อช่วยให้เจ้าของกิจการวางแผนได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น


แหล่งเงินทุนระยะสั้นคืออะไร

แหล่งเงินทุนระยะสั้น คือ เงินทุนที่ธุรกิจจัดหามาใช้รองรับการดำเนินงานหรือค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาสั้น โดยมักนำไปใช้กับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับรอบการขายและการดำเนินกิจการ เช่น

  • ซื้อสินค้าเข้าสต็อก

  • ซื้อวัตถุดิบสำหรับการผลิต

  • จ่ายค่าแรงหรือเงินเดือน

  • สำรองค่าน้ำมันและค่าขนส่ง

  • จ่ายเจ้าหนี้การค้า

  • รองรับเครดิตเทอมของลูกค้า

  • ซ่อมแซมอุปกรณ์ที่จำเป็น

  • รับคำสั่งซื้อหรือโครงการใหม่

  • สำรองค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน

  • เสริมสภาพคล่องระหว่างรอรับเงิน

หลักสำคัญของเงินทุนระยะสั้นคือ เงินที่นำมาใช้ควรสามารถหมุนกลับมาเป็นรายรับได้ภายในรอบธุรกิจ และระยะเวลาการชำระคืนควรสัมพันธ์กับช่วงเวลาที่กิจการคาดว่าจะได้รับเงิน

ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจใช้เงินซื้อสินค้าและคาดว่าจะขายสินค้า พร้อมเก็บเงินจากลูกค้าได้ภายใน 60 วัน เงินทุนที่เลือกก็ควรมีระยะเวลาและรูปแบบการชำระที่รองรับรอบ 60 วันดังกล่าว

หากนำแหล่งเงินทุนที่ต้องชำระคืนเร็วไปซื้อทรัพย์สินที่ต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะคืนทุน เช่น ที่ดิน อาคาร หรือเครื่องจักรขนาดใหญ่ อาจทำให้ธุรกิจต้องชำระหนี้ก่อนที่ทรัพย์สินนั้นจะสร้างรายได้เพียงพอ ส่งผลให้กระแสเงินสดตึงตัว

แหล่งเงินทุนระยะสั้นต่างจากเงินทุนระยะยาวอย่างไร

ความแตกต่างที่สำคัญไม่ได้อยู่เพียงระยะเวลาของสัญญา แต่รวมถึงวัตถุประสงค์ในการใช้เงินด้วย

เงินทุนระยะสั้น

เหมาะกับค่าใช้จ่ายหมุนเวียนหรือทรัพย์สินที่เปลี่ยนกลับเป็นเงินสดได้เร็ว เช่น สินค้าคงเหลือ วัตถุดิบ ลูกหนี้การค้า ค่าแรง และค่าใช้จ่ายระหว่างดำเนินงาน

เงินทุนระยะยาว

เหมาะกับการลงทุนที่สร้างรายได้เป็นระยะเวลาหลายปี เช่น ซื้อที่ดิน สร้างโรงงาน ปรับปรุงอาคาร ซื้อเครื่องจักรขนาดใหญ่ หรือขยายสาขา

ตัวอย่างเช่น ร้านค้าส่งต้องการเงิน 800,000 บาท เพื่อซื้อสินค้าเข้าสต็อกก่อนเทศกาล และคาดว่าจะขายสินค้าได้ภายใน 90 วัน กรณีนี้อาจเหมาะกับเงินทุนระยะสั้น แต่หากร้านต้องการเงิน 5 ล้านบาทเพื่อซื้อโกดัง ซึ่งจะใช้ประโยชน์เป็นเวลา 10 ปี ก็ควรพิจารณาแหล่งเงินทุนระยะยาวที่แบ่งชำระตามอายุการใช้งานของทรัพย์สินการเลือกอายุของเงินทุนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ช่วยลดความเสี่ยงที่ธุรกิจจะต้องหาเงินก้อนใหม่มาชำระหนี้เดิมก่อนที่โครงการจะสร้างผลตอบแทน

ทำไมธุรกิจที่มีกำไรยังต้องหาเงินทุนระยะสั้น

กำไรและเงินสดไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ธุรกิจอาจบันทึกรายได้และมีกำไรทางบัญชีแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินสดจากลูกค้า หากเป็นการขายแบบเครดิต

ตัวอย่างเช่น บริษัทผลิตบรรจุภัณฑ์ส่งสินค้าให้ลูกค้ามูลค่า 2,000,000 บาท มีต้นทุนรวม 1,600,000 บาท จึงมีกำไรขั้นต้น 400,000 บาท แต่ลูกค้าจะชำระเงินในอีก 60 วัน

ระหว่างรอรับเงิน บริษัทอาจต้องใช้เงินดังต่อไปนี้

  • ซื้อวัตถุดิบรอบใหม่ 800,000 บาท

  • จ่ายเงินเดือนและค่าแรง 350,000 บาท

  • จ่ายค่าไฟและค่าสาธารณูปโภค 120,000 บาท

  • จ่ายค่าขนส่ง 80,000 บาท

  • จ่ายค่าใช้จ่ายอื่น 100,000 บาท

รวมค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายก่อนรับเงินจากลูกค้าเท่ากับ 1,450,000 บาท หากบริษัทมีเงินสดเพียง 600,000 บาท จะเกิดช่องว่างของกระแสเงินสดประมาณ 850,000 บาท แม้บริษัทจะขายสินค้าแล้วและมีกำไร แต่ก็ยังต้องหาเงินทุนมาเติมช่องว่างดังกล่าว เพื่อให้การผลิตและการดำเนินงานไม่หยุดชะงัก ธนาคารแห่งประเทศไทยรวบรวมเครื่องมือด้านงบกระแสเงินสด การวิเคราะห์รายรับรายจ่าย และการบริหารเงินหมุนเวียนสำหรับ SME โดยชี้ให้เห็นความสำคัญของการใช้ข้อมูลกระแสเงินสดวางแผนค่าแรง ค่าเช่า และสต็อกสินค้าให้เพียงพอ


สัญญาณว่าธุรกิจอาจต้องเตรียมแหล่งเงินทุนระยะสั้น

เจ้าของกิจการไม่ควรรอให้บัญชีไม่มีเงินหรือเริ่มผิดนัดชำระแล้วจึงหาเงินทุน ควรสังเกตสัญญาณล่วงหน้าและเตรียมแผนก่อนปัญหาเกิดขึ้น

1. ยอดขายเพิ่ม แต่เงินในบัญชีลดลง เมื่อยอดขายเติบโต ธุรกิจอาจต้องซื้อสินค้าและจ่ายค่าใช้จ่ายมากขึ้น หากลูกค้าชำระแบบเครดิต ยอดขายที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ต้องใช้เงินหมุนเวียนมากกว่าเดิม

2. ลูกค้ารายใหญ่ขอเครดิตเทอมนานขึ้น หากลูกค้าจากเดิมชำระภายใน 30 วัน เปลี่ยนเป็น 60 หรือ 90 วัน ธุรกิจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายนานขึ้นก่อนจะได้รับเงิน

3. ต้องเลื่อนการชำระเจ้าหนี้เป็นประจำ การโทรขอเลื่อนชำระค่าสินค้าหรือค่าวัตถุดิบทุกเดือน อาจแสดงว่ารอบจ่ายเงินกับรอบรับเงินไม่สมดุล

4. ใช้วงเงินเต็มเกือบตลอดเวลา หากกิจการมีวงเงินหมุนเวียนแต่ใช้เต็มวงเงินต่อเนื่อง โดยไม่มีรายรับกลับเข้ามาลดยอดอย่างมีนัยสำคัญ อาจหมายถึงเงินทุนถูกใช้กับค่าใช้จ่ายที่ไม่หมุนกลับมาเป็นรายได้ตามแผน

5. ต้องใช้เงินส่วนตัวเติมธุรกิจบ่อยครั้ง การนำเงินส่วนตัวเข้าบริษัทเป็นครั้งคราวไม่ใช่เรื่องผิด แต่หากต้องทำทุกเดือนควรตรวจสอบว่าเกิดจากกำไรต่ำ เก็บเงินช้า สต็อกสูง หรือค่าใช้จ่ายเกินรายรับ

6. มีงานใหม่ แต่ไม่มีเงินเริ่มงาน ธุรกิจอาจมีคำสั่งซื้อหรือสัญญาว่าจ้างแล้ว แต่ต้องสำรองค่าวัสดุ ค่าแรง และค่าดำเนินงานก่อน หากไม่มีเงินทุน อาจเสียโอกาสรับงาน

7. เงินจมอยู่ในสต็อกจำนวนมาก สินค้าที่ขายช้า สินค้าล้าสมัย หรือวัตถุดิบที่สั่งมากเกินไป ทำให้เงินสดถูกเปลี่ยนเป็นสต็อกและยังไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้

8. ลูกหนี้ค้างชำระเพิ่มขึ้น หากยอดลูกหนี้เพิ่มเร็วกว่ายอดขาย หรือมีลูกหนี้เกินกำหนดจำนวนมาก ธุรกิจอาจขาดเงินสดแม้รายงานยอดขายยังดูดี

แหล่งเงินทุนระยะสั้นมีอะไรบ้าง

1. เงินสดสำรองของกิจการ

เงินสดสำรองเป็นแหล่งเงินทุนภายในที่ใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยหรือผ่านขั้นตอนการสมัคร

เจ้าของกิจการควรกำหนดระดับเงินสดขั้นต่ำที่ต้องมีในบัญชี โดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น

  • เงินเดือนและค่าแรง

  • ค่าเช่าสถานที่

  • ค่าน้ำ ค่าไฟ และระบบสื่อสาร

  • ค่าวัตถุดิบขั้นต่ำ

  • ค่าน้ำมันและค่าขนส่ง

  • ค่างวดสินทรัพย์

  • ภาษีและค่าใช้จ่ายตามกำหนด

  • ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจมีค่าใช้จ่ายจำเป็นเฉลี่ยเดือนละ 700,000 บาท หากต้องการเงินสำรองประมาณสองเดือน ก็ควรตั้งเป้าสะสมเงินสดอย่างน้อย 1,400,000 บาท

จำนวนเดือนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความแน่นอนของรายได้ หากธุรกิจขายเงินสดทุกวัน อาจใช้เงินสำรองน้อยกว่าธุรกิจที่วางบิลและรอรับเงิน 90 วัน

ข้อดีของเงินสดสำรองคือไม่มีภาระหนี้และไม่มีขั้นตอนอนุมัติ แต่ข้อควรระวังคือไม่ควรใช้เงินสำรองทั้งหมดจนไม่มีเงินเหลือรองรับเหตุการณ์อื่น

2. กำไรสะสม

กำไรสะสมคือกำไรที่กิจการยังไม่ได้จ่ายออกให้เจ้าของหรือผู้ถือหุ้น แต่นำกลับมาใช้ในธุรกิจ

ธุรกิจที่มีกำไรสม่ำเสมอสามารถแบ่งกำไรเป็นหลายส่วน เช่น

  • เงินทุนหมุนเวียน

  • เงินสำรองฉุกเฉิน

  • เงินลงทุนขยายกิจการ

  • เงินสำรองภาษี

  • เงินปันผลหรือค่าตอบแทนเจ้าของ

การเก็บกำไรไว้บางส่วนช่วยให้กิจการพึ่งพาเงินทุนจากภายนอกน้อยลง และมีความพร้อมรับโอกาสหรือปัญหาที่เกิดขึ้นกะทันหัน

อย่างไรก็ตาม กำไรสะสมอาจไม่เพียงพอในกรณีที่ธุรกิจเติบโตเร็ว ต้องรับคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ หรือเกิดค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่สูงกว่ายอดเงินสำรอง

3. เงินเพิ่มทุนจากเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น

เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นอาจนำเงินเพิ่มเข้ามาในกิจการ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนหรือรองรับการเติบโต

วิธีนี้อาจทำในรูปของการเพิ่มทุนหรือการให้บริษัทกู้ยืม ทั้งสองรูปแบบมีผลทางบัญชี ภาษี และสิทธิของผู้ถือหุ้นต่างกัน จึงควรจัดทำเอกสารและปรึกษานักบัญชีให้เหมาะสม

ไม่ควรโอนเงินระหว่างบัญชีส่วนตัวกับบัญชีบริษัทโดยไม่มีคำอธิบาย เพราะอาจทำให้รายการเดินบัญชีและงบการเงินวิเคราะห์ได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อต้องยื่นขอสินเชื่อในอนาคต

4. เครดิตการค้าจากผู้ขาย

เครดิตการค้า หรือ Trade Credit คือการที่ผู้ขายอนุญาตให้ธุรกิจรับสินค้า วัตถุดิบ หรือบริการไปก่อน แล้วชำระเงินภายหลัง เช่น 15 วัน 30 วัน 45 วัน หรือ 60 วัน

ตัวอย่างเช่น ร้านค้าส่งรับสินค้าเข้ามามูลค่า 500,000 บาท โดยได้รับเครดิต 30 วัน หากร้านขายสินค้าและเก็บเงินได้ภายใน 20 วัน ร้านก็สามารถใช้เงินจากยอดขายไปชำระผู้ขายโดยไม่ต้องนำเงินของตนเองมาซื้อสินค้าทั้งหมดตั้งแต่วันแรก

เครดิตการค้าเหมาะกับธุรกิจที่มีประวัติซื้อขายกับคู่ค้าอย่างต่อเนื่องและชำระเงินตรงเวลา

ข้อดีของเครดิตการค้า

  • ลดเงินสดที่ต้องจ่ายทันที

  • ไม่ต้องยื่นเอกสารสินเชื่อใหม่ทุกครั้ง

  • ช่วยให้สั่งสินค้าได้มากขึ้น

  • เงื่อนไขอาจยืดหยุ่นตามความสัมพันธ์

  • สามารถจัดรอบชำระให้สัมพันธ์กับรอบขาย

ข้อควรระวัง

การซื้อเครดิตอาจมีราคาสูงกว่าการซื้อเงินสด หรือธุรกิจอาจเสียส่วนลดกรณีไม่ชำระก่อนกำหนด จึงต้องเปรียบเทียบต้นทุนที่แท้จริง

นอกจากนี้ การชำระล่าช้าอาจทำให้คู่ค้าลดวงเงิน หยุดส่งสินค้า หรือขอให้ชำระเงินสด ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจโดยตรง

5. การเจรจาขยายระยะเวลาชำระกับคู่ค้า

หากธุรกิจมีประวัติการซื้อขายที่ดี อาจเจรจาปรับเครดิตจากชำระทันทีเป็น 15 วัน หรือจาก 30 วันเป็น 45 วัน

วิธีนี้ช่วยลดช่องว่างกระแสเงินสดโดยไม่ต้องสร้างหนี้กับผู้ให้บริการรายใหม่ แต่ควรเจรจาล่วงหน้าก่อนถึงกำหนด ไม่ควรรอให้ผิดนัดแล้วจึงขอเลื่อนชำระ

เจ้าของกิจการอาจเสนอเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย เช่น

  • เพิ่มยอดสั่งซื้อแลกกับเครดิตที่นานขึ้น

  • ชำระบางส่วนก่อนและส่วนที่เหลือตามกำหนด

  • ทำสัญญาซื้อขายระยะยาว

  • ยืนยันคำสั่งซื้อรายเดือน

  • ชำระตรงเวลาต่อเนื่องเพื่อขอเพิ่มวงเงิน

6. เงินมัดจำหรือเงินชำระล่วงหน้าจากลูกค้า

ธุรกิจรับผลิตสินค้า รับเหมาก่อสร้าง งานออกแบบ งานติดตั้ง หรืองานบริการ สามารถลดภาระเงินทุนได้ด้วยการกำหนดให้ลูกค้าชำระเงินมัดจำก่อนเริ่มงาน

ตัวอย่างโครงสร้างการชำระ ได้แก่

  • มัดจำ 30% เมื่อยืนยันคำสั่งซื้อ

  • ชำระเพิ่ม 40% เมื่อดำเนินงานถึงจุดที่กำหนด

  • ชำระส่วนที่เหลือเมื่อส่งมอบงาน

  • ชำระค่าบริการรายเดือนล่วงหน้า

  • ชำระค่าวัตถุดิบก่อนเริ่มผลิต

  • ชำระตามงวดความก้าวหน้าของโครงการ

การรับมัดจำช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องสำรองต้นทุนทั้งหมดเอง แต่ต้องมีใบเสนอราคา สัญญา เงื่อนไขส่งมอบ และหลักฐานรับเงินอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า

7. ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายตามรอบปกติ

ค่าใช้จ่ายบางรายการเกิดขึ้นก่อน แต่กำหนดชำระภายหลัง เช่น ค่าแรงที่คำนวณรายวันแต่จ่ายสิ้นเดือน หรือค่าสาธารณูปโภคที่ใช้ก่อนแล้วจึงได้รับใบแจ้งหนี้

ช่วงเวลาระหว่างวันที่ได้รับประโยชน์กับวันที่ต้องจ่ายเงินสามารถช่วยให้กิจการบริหารกระแสเงินสดได้ แต่ไม่ควรตั้งใจปล่อยให้ค่าใช้จ่ายเกินกำหนด เพราะอาจมีค่าปรับ กระทบเครดิต หรือทำให้บริการถูกระงับ

8. วงเงินเบิกเกินบัญชี หรือ OD

OD หรือ Overdraft เป็นวงเงินที่อนุญาตให้ธุรกิจเบิกเงินจากบัญชีเดินสะพัดได้เกินกว่ายอดคงเหลือ ภายในวงเงินและเงื่อนไขที่ได้รับอนุมัติ

ลักษณะเด่นคือเจ้าของกิจการสามารถเบิกใช้เงินเมื่อต้องการ และเมื่อมีรายรับเข้ามาก็สามารถนำเงินกลับมาลดยอดที่ใช้ไปได้

OD เหมาะกับธุรกิจแบบไหน

  • มีรายรับและรายจ่ายหมุนเวียนหลายครั้งต่อเดือน

  • ต้องจ่ายค่าสินค้าก่อนรับเงินจากลูกค้า

  • ต้องการวงเงินสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉิน

  • มีเครดิตเทอมระหว่างคู่ค้า

  • มีเงินเข้าบัญชีธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

  • สามารถนำรายรับกลับมาลดยอดได้สม่ำเสมอ

ตัวอย่างการใช้ OD

บริษัทขนส่งต้องจ่ายค่าน้ำมัน ค่าแรง และค่าซ่อมรถรวม 600,000 บาท แต่ลูกค้าจะชำระค่าขนส่งในอีก 30 วัน บริษัทจึงเบิกใช้วงเงิน OD จำนวน 600,000 บาท และนำเงินจากลูกค้ากลับมาชำระเมื่อครบกำหนด

ข้อดี

  • เบิกใช้ตามความจำเป็น

  • ไม่ต้องรับเงินก้อนทั้งหมดตั้งแต่วันแรก

  • เหมาะกับค่าใช้จ่ายหมุนเวียน

  • เมื่อนำเงินคืนแล้วอาจกลับมาใช้วงเงินได้ตามเงื่อนไข

  • ช่วยให้มีวงเงินสำรองพร้อมใช้

ข้อควรระวัง

OD ไม่ควรถูกใช้เต็มวงเงินต่อเนื่องเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายที่ไม่สร้างรายรับกลับมา เพราะอาจทำให้ยอดหนี้ไม่ลดลงและต้นทุนสะสมเพิ่มขึ้น

ผู้ประกอบการควรตรวจสอบอัตราดอกเบี้ย วิธีคิดจากยอดใช้จริง ค่าธรรมเนียมวงเงิน หลักประกัน วันทบทวนวงเงิน และเงื่อนไขยกเลิกวงเงินก่อนทำสัญญา

9. สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น

สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนเป็นเงินทุนที่ออกแบบมาเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ เช่น ซื้อสินค้า ซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง หรือรับคำสั่งซื้อใหม่

อาจอยู่ในรูปเงินก้อนที่แบ่งชำระเป็นงวด หรือวงเงินที่เบิกใช้ตามเงื่อนไขของผู้ให้บริการ

เหมาะกับกรณีใด

  • ทราบจำนวนเงินที่ต้องใช้อย่างชัดเจน

  • มีโครงการหรือคำสั่งซื้อรองรับ

  • สามารถประมาณรายรับสำหรับชำระคืนได้

  • ต้องการตารางชำระที่แน่นอน

  • ต้องการใช้เงินในช่วงเวลาจำกัด

ข้อมูลที่ต้องเปรียบเทียบ

  • วงเงินอนุมัติ

  • ยอดเงินสุทธิที่ได้รับจริง

  • อัตราดอกเบี้ย

  • วิธีคิดดอกเบี้ย

  • ระยะเวลาชำระ

  • จำนวนงวด

  • ยอดชำระต่อเดือน

  • ค่าธรรมเนียมจัดการ

  • ค่าใช้จ่ายด้านสัญญา

  • หลักประกันหรือผู้ค้ำ

  • ค่าปรับกรณีล่าช้า

  • เงื่อนไขชำระก่อนกำหนด

เจ้าของกิจการควรเปรียบเทียบต้นทุนเป็นจำนวนเงินบาทตลอดสัญญา ไม่ควรดูเฉพาะตัวเลขอัตราที่โฆษณา เพราะอาจมีค่าธรรมเนียมหรือวิธีคิดที่แตกต่างกัน

10. Factoring

Factoring คือการนำลูกหนี้การค้าหรือสิทธิรับเงินจากใบแจ้งหนี้มาใช้เป็นฐานในการจัดหาเงินทุน โดยธุรกิจสามารถได้รับเงินบางส่วนก่อนถึงวันครบกำหนดชำระของลูกค้า

ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบาย Digital Factoring ว่าเป็นสินเชื่อที่มีใบแจ้งหนี้เป็นหลักประกัน ช่วยให้ผู้ขายสินค้าหรือบริการนำใบแจ้งหนี้มาใช้เข้าถึงเงินทุนได้ โดยไม่ต้องรอจนลูกค้าชำระตามเครดิตเทอม

ตัวอย่างเช่น โรงงานส่งสินค้าให้บริษัทขนาดใหญ่และออกใบแจ้งหนี้ 1,000,000 บาท กำหนดชำระภายใน 60 วัน โรงงานอาจนำเอกสารการค้าและใบแจ้งหนี้ไปยื่นขอ Factoring เพื่อรับเงินล่วงหน้าบางส่วนตามเงื่อนไขของผู้ให้บริการ

Factoring เหมาะกับธุรกิจใด

  • โรงงานผลิตสินค้า

  • ผู้ผลิตสินค้า OEM

  • ธุรกิจค้าส่ง

  • ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์

  • ผู้รับเหมาก่อสร้าง

  • บริษัทจัดหาแรงงาน

  • บริษัทรักษาความปลอดภัย

  • บริษัททำความสะอาด

  • ธุรกิจบรรจุภัณฑ์

  • ธุรกิจที่วางบิลกับบริษัท

  • กิจการที่มีเครดิตเทอม 30–90 วัน

เอกสารที่อาจเกี่ยวข้อง

  • ใบสั่งซื้อ

  • สัญญาว่าจ้าง

  • ใบส่งสินค้า

  • ใบรับมอบงาน

  • ใบแจ้งหนี้

  • รายงานอายุลูกหนี้

  • ประวัติการชำระเงิน

  • รายการเดินบัญชี

  • งบการเงิน

  • เอกสารจดทะเบียนธุรกิจ

จุดเด่น

  • ลดเวลารอรับเงินตามเครดิตเทอม

  • เปลี่ยนลูกหนี้การค้าเป็นเงินทุนหมุนเวียน

  • ช่วยให้ธุรกิจรับคำสั่งซื้อใหม่ได้ต่อเนื่อง

  • วงเงินอาจสัมพันธ์กับยอดขายและคุณภาพลูกหนี้

  • เหมาะกับธุรกิจที่มีเอกสารการค้าชัดเจน

สิ่งที่ต้องตรวจสอบ

ควรสอบถามว่าเป็น Factoring แบบมีสิทธิไล่เบี้ยหรือไม่มีสิทธิไล่เบี้ย หากลูกหนี้ไม่ชำระเงิน ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ต้องแจ้งการโอนสิทธิแก่ลูกค้าหรือไม่ และมีค่าธรรมเนียมอะไรเพิ่มเติม

11. Invoice Financing

Invoice Financing เป็นการใช้ใบแจ้งหนี้หรือรายรับที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตเป็นข้อมูลประกอบการจัดหาเงินทุน

แม้มีแนวคิดใกล้เคียง Factoring แต่รายละเอียดเกี่ยวกับการโอนสิทธิ การติดตามลูกหนี้ และความรับผิดชอบกรณีลูกค้าไม่ชำระอาจแตกต่างกันตามผลิตภัณฑ์

คำถามที่ควรถามก่อนใช้บริการ ได้แก่

  1. ใบแจ้งหนี้ประเภทใดเข้าเงื่อนไข

  2. ลูกหนี้ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

  3. ได้รับเงินล่วงหน้าเป็นสัดส่วนเท่าใด

  4. ต้องแจ้งลูกหนี้เรื่องการโอนสิทธิหรือไม่

  5. มีค่าธรรมเนียมและต้นทุนอะไรบ้าง

  6. หากลูกหนี้ชำระล่าช้าจะเกิดอะไรขึ้น

  7. หากมีข้อพิพาทเรื่องงาน ใครรับผิดชอบ

  8. ใช้ใบแจ้งหนี้จากลูกหนี้หลายรายได้หรือไม่

  9. ต้องมีประวัติซื้อขายนานเท่าใด

  10. ใช้เวลาพิจารณาหลังเอกสารครบเท่าใด

ไม่ควรสรุปว่าผลิตภัณฑ์เหมือนกันเพียงเพราะใช้ใบแจ้งหนี้เหมือนกัน ต้องตรวจสัญญาและวิธีดำเนินการของผู้ให้บริการแต่ละราย

12. การรับซื้อลดเช็คหรือตั๋วเงิน

ธุรกิจบางประเภทได้รับเช็คลงวันที่ล่วงหน้าจากลูกค้า หลังส่งมอบสินค้า หรือตามงวดงานแล้ว เจ้าของกิจการอาจนำเช็คหรือตั๋วเงินไปขอรับซื้อลดเพื่อรับเงินก่อนวันครบกำหนด

ผู้ให้บริการจะหักค่าใช้จ่ายตามระยะเวลา ความน่าเชื่อถือของผู้ออกเช็ค และเงื่อนไขของรายการ

ก่อนดำเนินการควรตรวจสอบว่า

  • เช็คเกิดจากการซื้อขายจริง

  • มีเอกสารส่งมอบสินค้าหรืองาน

  • ผู้ออกเช็คมีประวัติชำระที่น่าเชื่อถือ

  • ใครรับผิดชอบกรณีเช็คเรียกเก็บไม่ได้

  • ยอดเงินสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายเหลือเท่าใด

  • มีภาระหรือหลักประกันเพิ่มเติมหรือไม่

13. บัตรเครดิตธุรกิจ

บัตรเครดิตธุรกิจสามารถช่วยจัดรอบการจ่ายค่าใช้จ่ายขนาดเล็กหรือค่าใช้จ่ายประจำ เช่น

  • ค่าโฆษณาออนไลน์

  • ค่าเดินทาง

  • ค่าที่พัก

  • อุปกรณ์สำนักงาน

  • ซอฟต์แวร์

  • ค่าสมัครบริการออนไลน์

  • ค่าสินค้าและบริการที่รับบัตร

หากชำระเต็มจำนวนภายในกำหนด ธุรกิจอาจใช้ระยะเวลาระหว่างวันซื้อกับวันชำระช่วยบริหารเงินสดได้

แต่หากชำระไม่เต็มจำนวนหรือเบิกเงินสด ต้นทุนอาจสูงกว่าสินเชื่อธุรกิจประเภทอื่น บัตรเครดิตจึงไม่ควรถูกใช้เป็นแหล่งเงินทุนหลักสำหรับแก้ปัญหาขาดสภาพคล่องต่อเนื่อง

14. เงินทุนจากพันธมิตรหรือผู้ร่วมลงทุน

ธุรกิจอาจรับเงินสนับสนุนจากหุ้นส่วน ผู้ร่วมลงทุน หรือพันธมิตรสำหรับคำสั่งซื้อหรือโครงการเฉพาะ

ตัวอย่างเช่น โรงงานมีคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ แต่ขาดเงินซื้อวัตถุดิบ อาจทำข้อตกลงให้พันธมิตรลงทุนในโครงการและแบ่งผลกำไรหลังส่งมอบงาน

วิธีนี้อาจไม่มีดอกเบี้ยแบบสินเชื่อ แต่เจ้าของกิจการอาจต้องแบ่งกำไร เปิดเผยข้อมูล หรือแบ่งอำนาจการตัดสินใจ

จึงควรมีสัญญาระบุอย่างชัดเจนเกี่ยวกับ

  • จำนวนเงินลงทุน

  • วัตถุประสงค์

  • ระยะเวลา

  • ผลตอบแทน

  • การแบ่งกำไรหรือขาดทุน

  • อำนาจการตัดสินใจ

  • ความรับผิดชอบ

  • วิธีออกจากโครงการ

  • การจัดการกรณีเกิดข้อพิพาท

15. การเปลี่ยนสินทรัพย์หมุนเวียนให้กลับเป็นเงินสด

ก่อนกู้เงินเพิ่ม เจ้าของกิจการควรตรวจสอบว่าสามารถนำเงินที่จมอยู่ในกิจการกลับมาใช้ได้หรือไม่ เช่น

  • ระบายสินค้าที่ขายช้า

  • ลดราคาสต็อกเก่า

  • ขายอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้งาน

  • ติดตามลูกหนี้ที่เกินกำหนด

  • ออกใบแจ้งหนี้ให้เร็วขึ้น

  • ลดเครดิตเทอมลูกค้าใหม่

  • ขอให้ลูกค้าชำระบางส่วนก่อน

  • หยุดซื้อสินค้าที่หมุนเวียนต่ำ

  • ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่สร้างรายได้

  • คืนสินค้าหรือวัตถุดิบที่ไม่จำเป็นตามเงื่อนไข

การลดจำนวนวันที่สินค้าอยู่ในสต็อกและลดระยะเวลาเก็บเงินจากลูกค้า อาจเพิ่มสภาพคล่องโดยไม่ต้องสร้างภาระหนี้ใหม่

ตารางเปรียบเทียบแหล่งเงินทุนระยะสั้น

แหล่งเงินทุน

เหมาะกับ

จุดเด่น

สิ่งที่ต้องระวัง

เงินสดสำรอง

ทุกประเภทธุรกิจ

ใช้ได้ทันที ไม่มีดอกเบี้ย

เงินสำรองอาจไม่เหลือรับเหตุฉุกเฉิน

กำไรสะสม

ธุรกิจที่มีกำไรต่อเนื่อง

ลดการพึ่งพาหนี้

ต้องใช้เวลาในการสะสม

เครดิตการค้า

ค้าส่ง ค้าปลีก โรงงาน

รับสินค้าก่อน จ่ายภายหลัง

ราคาซื้อเครดิตหรือการเสียส่วนลด

เงินมัดจำลูกค้า

รับผลิต รับเหมา งานบริการ

ลดเงินที่ต้องสำรองเอง

ต้องมีสัญญาและสร้างความเชื่อมั่น

วงเงิน OD

ธุรกิจมีเงินเข้าออกเป็นรอบ

เบิกใช้และชำระได้ยืดหยุ่น

ไม่ควรใช้เต็มวงเงินต่อเนื่อง

สินเชื่อหมุนเวียน

ธุรกิจทราบจำนวนเงินที่ต้องใช้

มีวงเงินและตารางชำระชัดเจน

ต้องชำระตามงวดแม้รายรับล่าช้า

Factoring

ธุรกิจที่ขายแบบเครดิต

เปลี่ยนลูกหนี้เป็นเงินทุน

ตรวจเงื่อนไขไล่เบี้ยและค่าธรรมเนียม

Invoice Financing

ธุรกิจมีใบแจ้งหนี้

ลดเวลารอรับเงิน

ใบแจ้งหนี้และลูกหนี้ต้องเข้าเกณฑ์

รับซื้อลดเช็ค

ธุรกิจได้รับเช็คล่วงหน้า

รับเงินก่อนวันครบกำหนด

ความเสี่ยงกรณีเช็คเรียกเก็บไม่ได้

บัตรเครดิตธุรกิจ

ค่าใช้จ่ายขนาดเล็ก

สะดวกและจัดรอบจ่ายได้

ต้นทุนสูงหากไม่ชำระเต็ม

เงินจากผู้ถือหุ้น

บริษัทที่เจ้าของมีเงินสนับสนุน

ยืดหยุ่นตามข้อตกลง

ต้องทำเอกสารและบันทึกบัญชี

เงินจากพันธมิตร

โครงการหรือคำสั่งซื้อเฉพาะ

แบ่งความเสี่ยงทางการเงิน

อาจต้องแบ่งกำไรและอำนาจตัดสินใจ

วิธีเลือกแหล่งเงินทุนระยะสั้นให้เหมาะกับธุรกิจ

ขั้นตอนที่ 1 ระบุวัตถุประสงค์การใช้เงิน

เริ่มจากเขียนรายการให้ชัดว่าเงินจะถูกนำไปใช้กับอะไร ไม่ควรระบุเพียงว่า “ใช้หมุนเวียนธุรกิจ” เพราะกว้างเกินไป

ตัวอย่างวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ได้แก่

  • ซื้อวัตถุดิบสำหรับคำสั่งซื้อเลขที่ 001

  • เติมสต็อกสินค้าก่อนเทศกาล

  • จ่ายค่าแรงระหว่างรอรับเงินงวดงาน

  • สำรองค่าน้ำมันสำหรับสัญญาขนส่งใหม่

  • ซ่อมเครื่องจักรหลักของสายการผลิต

  • รองรับเครดิตเทอม 60 วันของลูกค้า

  • ซื้อวัสดุสำหรับโครงการก่อสร้าง

เมื่อระบุวัตถุประสงค์ได้ชัด จะประเมินจำนวนเงิน ระยะเวลา และแหล่งรายรับสำหรับชำระคืนได้ง่ายขึ้น

ขั้นตอนที่ 2 คำนวณจำนวนเงินที่จำเป็นจริง

ไม่ควรกำหนดวงเงินจากจำนวนสูงสุดที่ต้องการ แต่ควรคำนวณจากช่องว่างกระแสเงินสด

สมมติโรงงานมีค่าใช้จ่ายสำหรับคำสั่งซื้อดังนี้

  • ค่าวัตถุดิบ 700,000 บาท

  • ค่าแรง 220,000 บาท

  • ค่าบรรจุภัณฑ์ 80,000 บาท

  • ค่าขนส่ง 50,000 บาท

  • ค่าใช้จ่ายเผื่อฉุกเฉิน 50,000 บาท

รวมเงินที่ต้องใช้ 1,100,000 บาท

โรงงานมีเงินสดที่สามารถนำมาใช้ได้ 400,000 บาท จึงมีช่องว่างเงินทุนประมาณ 700,000 บาท

วงเงินเบื้องต้นที่ควรพิจารณาจึงอยู่ใกล้กับ 700,000 บาท ไม่ใช่การขอ 2–3 ล้านบาทโดยไม่มีวัตถุประสงค์รองรับ

รายงานคลินิกเสริมแกร่งการเงิน SMEs ของธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า การวิเคราะห์ความต้องการเงินทุนหมุนเวียนเป็นกระบวนการสำคัญในการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อดูว่าธุรกิจจำเป็นต้องใช้เงินเพิ่มจริงหรือไม่ และวงเงินสัมพันธ์กับความสามารถในการสร้างรายได้หรือไม่

ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบระยะเวลาที่เงินจะกลับเข้ามา

ถามตัวเองว่า หลังนำเงินไปใช้แล้ว ธุรกิจจะได้รับเงินกลับมาเมื่อใด

ตัวอย่างเช่น

  • ซื้อสินค้าและขายเป็นเงินสดภายใน 30 วัน

  • ผลิตสินค้า 20 วัน และรอเครดิตเทอมอีก 60 วัน

  • รับเหมาก่อสร้างและเบิกงวดงานภายใน 45 วัน

  • ขนส่งสินค้าและวางบิลปลายเดือน รับเงินอีก 30 วัน

  • ซื้อวัตถุดิบสำหรับผลิตสินค้าที่ขายภายใน 90 วัน

ระยะเวลาของเงินทุนควรครอบคลุมตั้งแต่วันที่จ่ายเงินจนถึงวันที่รับเงินจริง พร้อมเผื่อความล่าช้าในระดับที่เหมาะสม

ขั้นตอนที่ 4 เลือกรูปแบบเบิกใช้

หากต้องใช้เงินครั้งเดียวเป็นจำนวนแน่นอน สินเชื่อแบบเงินก้อนอาจเหมาะกว่า

หากต้องใช้เงินเป็นช่วง ๆ และมีรายรับเข้ามาลดยอดหลายครั้ง วงเงินหมุนเวียนหรือ OD อาจมีความยืดหยุ่นกว่า

หากมีใบแจ้งหนี้จากลูกค้าที่น่าเชื่อถือ Factoring หรือ Invoice Financing อาจตอบโจทย์มากกว่าสินเชื่อทั่วไป

หากต้องซื้อสินค้าจากคู่ค้าประจำ การเจรจาเครดิตการค้าอาจมีต้นทุนต่ำกว่าเงินกู้

ขั้นตอนที่ 5 เปรียบเทียบต้นทุนทั้งหมด

ต้นทุนเงินทุนอาจประกอบด้วยมากกว่าดอกเบี้ย เช่น

  • ค่าธรรมเนียมจัดการ

  • ค่าธรรมเนียมวงเงิน

  • ค่าทบทวนวงเงิน

  • ค่าอากร

  • ค่าประเมินหลักประกัน

  • ค่าประกัน

  • ค่าทำสัญญา

  • ค่าธรรมเนียมเบิกใช้

  • ค่าปรับกรณีชำระล่าช้า

  • ค่าใช้จ่ายกรณีชำระก่อนกำหนด

  • ส่วนลดจากมูลค่าใบแจ้งหนี้

  • ค่าใช้จ่ายติดตามลูกหนี้

  • ค่าเสียโอกาสจากหลักประกัน

ควรขอให้ผู้ให้บริการแสดงยอดเงินสุทธิที่ได้รับ ยอดชำระทั้งหมด และค่าใช้จ่ายทุกประเภทเป็นลายลักษณ์อักษร

ขั้นตอนที่ 6 ประเมินความสามารถชำระคืน

ควรจัดทำประมาณการอย่างน้อยสามกรณี

กรณีปกติ

ยอดขายและการรับเงินเป็นไปตามแผน ธุรกิจชำระได้ครบและตรงเวลา

กรณียอดขายลดลง

ยอดขายต่ำกว่าคาดประมาณ 20% หรือกำไรต่อหน่วยลดลง ธุรกิจยังชำระไหวหรือไม่

กรณีลูกค้าจ่ายช้า

ลูกค้าชำระล่าช้ากว่าแผน 30–60 วัน ธุรกิจมีเงินสำรองรองรับค่างวดหรือไม่

หากชำระได้เฉพาะกรณีที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผนสมบูรณ์ แสดงว่าโครงสร้างเงินทุนอาจมีความเสี่ยงสูงเกินไป

ตัวอย่างคำนวณต้นทุนเงินทุนระยะสั้น

สมมติธุรกิจใช้เงิน 1,000,000 บาท เป็นเวลา 90 วัน และสมมติอัตราดอกเบี้ยเพื่อการศึกษาเท่ากับ 12% ต่อปี โดยยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น

สูตรประมาณการดอกเบี้ยแบบง่ายคือ

เงินต้น × อัตราดอกเบี้ยต่อปี × จำนวนวันที่ใช้ ÷ 365

แทนค่าดังนี้

1,000,000 × 12% × 90 ÷ 365

ดอกเบี้ยโดยประมาณเท่ากับ 29,589 บาท

หากมีค่าธรรมเนียมจัดการสมมติ 1% ของวงเงิน จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 10,000 บาท

ต้นทุนรวมเบื้องต้นจึงอยู่ที่ประมาณ 39,589 บาท

ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่อัตราหรือข้อเสนอสินเชื่อจริง เพราะผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทอาจใช้วิธีคำนวณต่างกัน เช่น

  • คิดจากยอดใช้จริงรายวัน

  • คิดจากเงินต้นคงเหลือ

  • หักดอกเบี้ยล่วงหน้า

  • คิดค่าธรรมเนียมจากวงเงินอนุมัติ

  • คิดค่าธรรมเนียมจากยอดเบิกใช้

  • มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามสัญญา

ผู้ประกอบการควรขอตารางแสดงยอดชำระจริงก่อนลงนามทุกครั้ง

วิธีคำนวณว่าใช้เงินทุนแล้วคุ้มค่าหรือไม่

อย่าเปรียบเทียบต้นทุนเงินทุนกับยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปรียบเทียบกับกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด

สมมติธุรกิจใช้เงินทุน 1,000,000 บาทซื้อสินค้า และคาดว่าจะขายได้ 1,250,000 บาท

กำไรขั้นต้นเท่ากับ 250,000 บาท

แต่ยังมีค่าใช้จ่ายดังนี้

  • ค่าขนส่ง 40,000 บาท

  • ค่าพนักงานขาย 30,000 บาท

  • ค่าเก็บสินค้า 15,000 บาท

  • ค่าโฆษณา 20,000 บาท

  • ต้นทุนเงินทุน 40,000 บาท

  • ค่าใช้จ่ายอื่น 25,000 บาท

รวมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 170,000 บาท

กำไรที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายเท่ากับประมาณ 80,000 บาท

เจ้าของกิจการต้องพิจารณาว่ากำไร 80,000 บาทคุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่ หากขายสินค้าได้ช้ากว่าคาด ราคาลดลง หรือลูกค้าชำระล่าช้า กำไรที่เหลืออาจลดลงอีก

คำถามที่ควรตอบก่อนตัดสินใจ ได้แก่

  • หลังหักต้นทุนเงินทุนแล้วยังมีกำไรเท่าใด

  • หากยอดขายลดลง 20% จะขาดทุนหรือไม่

  • หากลูกค้าชำระช้า ต้นทุนเพิ่มขึ้นเท่าใด

  • สินค้ามีความเสี่ยงล้าสมัยหรือเสื่อมสภาพหรือไม่

  • มีเงินสำรองชำระกรณีแผนไม่เป็นไปตามคาดหรือไม่

  • สามารถใช้เครดิตจากผู้ขายแทนได้หรือไม่

  • สามารถขอมัดจำจากลูกค้าได้หรือไม่

เอกสารที่ควรเตรียมก่อนหาแหล่งเงินทุนระยะสั้น

เอกสารที่ใช้จริงขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ ประเภทกิจการ วงเงิน และวัตถุประสงค์ แต่การจัดเตรียมข้อมูลพื้นฐานไว้ล่วงหน้าช่วยให้การตรวจสอบง่ายขึ้น

เอกสารจดทะเบียนธุรกิจ

  • หนังสือรับรองบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน

  • รายชื่อผู้ถือหุ้น

  • หนังสือบริคณห์สนธิ

  • ภ.พ.20

  • ทะเบียนพาณิชย์

  • ใบอนุญาตประกอบกิจการ

  • เอกสารสถานที่ประกอบการ

  • สัญญาเช่าหรือเอกสารกรรมสิทธิ์

  • รูปภาพหน้าร้าน สำนักงาน โรงงาน หรือโกดัง

เอกสารทางการเงิน

  • รายการเดินบัญชีย้อนหลัง

  • งบการเงิน

  • แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม

  • แบบยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล

  • รายงานยอดขาย

  • รายงานลูกหนี้

  • รายงานเจ้าหนี้

  • รายงานสินค้าคงเหลือ

  • รายละเอียดภาระหนี้

  • ประมาณการกระแสเงินสด

เอกสารการค้า

  • ใบเสนอราคา

  • ใบสั่งซื้อ

  • สัญญาว่าจ้าง

  • ใบส่งสินค้า

  • ใบรับมอบงาน

  • ใบแจ้งหนี้

  • เช็ครับล่วงหน้า

  • รายชื่อลูกค้าหลัก

  • รายชื่อคู่ค้าหลัก

  • ประวัติซื้อขาย

  • หลักฐานการรับชำระ

เอกสารเจ้าของหรือกรรมการ

  • บัตรประชาชน

  • ทะเบียนบ้าน

  • เอกสารเปลี่ยนชื่อ

  • ข้อมูลติดต่อ

  • รายละเอียดทรัพย์สิน

  • รายละเอียดภาระหนี้

  • เอกสารของผู้ค้ำหรือผู้เกี่ยวข้องตามเงื่อนไข

วิธีเตรียม Statement ให้พร้อมพิจารณา

1. ใช้บัญชีธุรกิจรับรายได้

ควรให้รายรับจากการขายสินค้าและบริการเข้าบัญชีธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เห็นยอดขายและรอบรับเงินจริง

2. จ่ายค่าใช้จ่ายผ่านบัญชี

การจ่ายค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า และเจ้าหนี้ผ่านบัญชีช่วยให้ตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนได้ง่าย

3. แยกบัญชีส่วนตัวออกจากธุรกิจ

ไม่ควรใช้บัญชีเดียวกันรับรายได้ธุรกิจและจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัวจำนวนมาก เพราะทำให้วิเคราะห์กระแสเงินสดยาก

4. ลดรายการโอนที่ไม่มีคำอธิบาย

รายการเงินเข้าออกจำนวนมากที่ไม่สัมพันธ์กับการขายหรือการดำเนินงานอาจทำให้ต้องชี้แจงเพิ่มเติม ควรเก็บเอกสารประกอบรายการมูลค่าสูง

5. รักษายอดเงินให้เหมาะสม

หากทุกครั้งที่มีเงินเข้าถูกถอนออกทันทีจนยอดคงเหลือต่ำมาก อาจทำให้เห็นว่ากิจการไม่มีเงินสำรอง แม้ยอดรับรวมจะสูง

6. รักษาประวัติชำระ

ควรชำระค่างวด เจ้าหนี้ และภาระทางการเงินตรงเวลา หากเคยชำระล่าช้า ควรเตรียมคำอธิบายและหลักฐานว่าสถานการณ์ได้รับการแก้ไขแล้ว

แหล่งเงินทุนระยะสั้นสำหรับธุรกิจแต่ละประเภท

โรงงานผลิตสินค้าและ OEM

โรงงานต้องสำรองเงินซื้อวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ค่าแรง ค่าไฟ และค่าขนส่งก่อนรับเงินจากลูกค้า

แหล่งเงินทุนที่อาจเหมาะ ได้แก่

  • เครดิตจากผู้ขายวัตถุดิบ

  • เงินมัดจำจากลูกค้า

  • วงเงิน OD

  • สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน

  • Factoring

  • Invoice Financing

โรงงานควรคำนวณระยะเวลาซื้อวัตถุดิบ ระยะเวลาผลิต ระยะเวลาส่งมอบ และเครดิตเทอมรวมกัน เพื่อให้วงเงินครอบคลุมรอบเงินสดจริง

ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก

ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกต้องรักษาระดับสินค้าให้เพียงพอ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลหรือโปรโมชั่น

แหล่งเงินทุนที่อาจเหมาะ ได้แก่

  • เครดิตการค้าจากผู้ขาย

  • วงเงิน OD

  • สินเชื่อเติมสต็อก

  • เงินสดสำรอง

  • การระบายสินค้าหมุนเวียนช้า

ควรวิเคราะห์ว่าสินค้าแต่ละกลุ่มใช้เวลากี่วันจึงขายได้ ไม่ควรนำเงินกู้ไปซื้อสินค้าที่ขายช้าเพียงเพราะได้ส่วนลดจากการซื้อจำนวนมาก

ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและงานระบบ

ผู้รับเหมามักต้องสำรองค่าวัสดุ ค่าแรง ค่าเช่าเครื่องจักร และค่าผู้รับเหมาช่วงก่อนเบิกเงินตามงวดงาน

แหล่งเงินทุนที่อาจเหมาะ ได้แก่

  • เงินมัดจำเริ่มงาน

  • เครดิตจากร้านวัสดุ

  • วงเงิน OD

  • สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน

  • Factoring จากใบแจ้งหนี้

  • เงินทุนตามสัญญาว่าจ้าง

ควรตรวจสอบเงื่อนไขการรับรองผลงาน ระยะเวลาเบิกงวด เงินประกันผลงาน และความเสี่ยงจากงานล่าช้า

ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์

ธุรกิจขนส่งมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทุกวัน เช่น ค่าน้ำมัน ค่าแรงคนขับ ค่าทางด่วน ค่าซ่อมบำรุง และค่าประกัน แต่ลูกค้าอาจชำระเงินตามรอบวางบิล

แหล่งเงินทุนที่อาจเหมาะ ได้แก่

  • วงเงิน OD

  • Factoring

  • Invoice Financing

  • เครดิตค่าน้ำมัน

  • สินเชื่อหมุนเวียน

  • การลดเครดิตเทอมลูกค้า

ควรแยกรายรับและค่าใช้จ่ายตามรถ เส้นทาง หรือลูกค้า เพื่อดูว่างานใดสร้างกำไรและกระแสเงินสดจริง

ร้านวัสดุก่อสร้าง

ร้านวัสดุก่อสร้างมีเงินจมทั้งในสต็อกและลูกหนี้ โดยเฉพาะร้านที่ให้เครดิตแก่ผู้รับเหมา

แหล่งเงินทุนที่อาจเหมาะ ได้แก่

  • เครดิตจากผู้ผลิต

  • วงเงิน OD

  • สินเชื่อเติมสต็อก

  • รับซื้อลดเช็ค

  • Factoring

  • การกำหนดวงเงินเครดิตรายลูกค้า

ไม่ควรเพิ่มเครดิตให้ลูกค้าเพียงเพราะมียอดซื้อสูง ต้องพิจารณาประวัติการชำระและความสามารถในการเก็บเงินด้วย

ธุรกิจนำเข้าและส่งออก

ธุรกิจนำเข้าต้องสำรองค่าสินค้า ค่าขนส่ง ภาษี และค่าดำเนินการก่อนขาย ส่วนผู้ส่งออกอาจต้องผลิตและส่งมอบก่อนรับเงิน

แหล่งเงินทุนที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่

  • เครดิตจากผู้ขายต่างประเทศ

  • เงินมัดจำจากลูกค้า

  • สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน

  • Factoring

  • การรับซื้อลดตั๋วเงิน

  • วงเงินเพื่อการค้าระหว่างประเทศ

ควรเผื่อความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ระยะเวลาขนส่ง และต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงระหว่างทาง

ธุรกิจบริการรายเดือน

บริษัททำความสะอาด รักษาความปลอดภัย จัดหาแรงงาน และซ่อมบำรุงตามสัญญาต้องจ่ายค่าแรงพนักงานทุกเดือน แต่ลูกค้าอาจชำระหลังวางบิล

แหล่งเงินทุนที่อาจเหมาะ ได้แก่

  • วงเงิน OD

  • Factoring

  • Invoice Financing

  • สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน

  • การเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้า

ควรติดตามกำไรต่อสัญญา เพราะสัญญาที่มียอดขายสูงอาจไม่คุ้ม หากต้องสำรองค่าแรงนานและมีต้นทุนทางการเงินสูง

ธุรกิจรีไซเคิลและรับซื้อของเก่า

ธุรกิจกลุ่มนี้มักต้องใช้เงินสดรับซื้อวัสดุ ขณะที่การขายให้โรงงานอาจได้รับเงินตามรอบ

แหล่งเงินทุนที่อาจเหมาะ ได้แก่

  • เงินสดสำรอง

  • วงเงิน OD

  • สินเชื่อหมุนเวียน

  • เครดิตจากคู่ค้า

  • เงินจากผู้ถือหุ้น

ควรควบคุมปริมาณสต็อกและความผันผวนของราคาวัสดุ ไม่ควรสะสมสินค้าเกินความสามารถในการรับความเสี่ยง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแหล่งเงินทุนระยะสั้น

แหล่งเงินทุนระยะสั้นคืออะไร

คือเงินทุนที่กิจการนำมาใช้รองรับค่าใช้จ่ายหรือเงินหมุนเวียนในช่วงเวลาสั้น เช่น ซื้อสินค้า วัตถุดิบ จ่ายค่าแรง หรือรอรับเงินจากลูกค้า โดยควรมีรายรับในรอบธุรกิจสำหรับนำมาชำระคืน

แหล่งเงินทุนระยะสั้นมีอะไรบ้าง

มีทั้งเงินสดสำรอง กำไรสะสม เงินจากผู้ถือหุ้น เครดิตการค้า เงินมัดจำลูกค้า วงเงิน OD สินเชื่อหมุนเวียน Factoring, Invoice Financing การรับซื้อลดเช็ค และบัตรเครดิตธุรกิจ

เงินทุนหมุนเวียนสำคัญอย่างไร

ช่วยให้ธุรกิจสามารถจ่ายค่าใช้จ่ายประจำ ซื้อสินค้า ผลิตสินค้า และดำเนินงานได้ต่อเนื่อง แม้รายรับจากลูกค้ายังไม่ถึงกำหนด

OD เหมาะกับธุรกิจแบบไหน

เหมาะกับธุรกิจที่มีรายรับและรายจ่ายเป็นรอบ ต้องการวงเงินสำรอง และสามารถนำเงินที่ได้รับกลับมาลดยอดได้อย่างสม่ำเสมอ

OD ไม่ใช้เสียดอกเบี้ยหรือไม่

ต้นทุนดอกเบี้ยมักสัมพันธ์กับยอดที่เบิกใช้จริงตามเงื่อนไขผลิตภัณฑ์ แต่ต้องตรวจสอบค่าธรรมเนียมวงเงิน ค่าทบทวนวงเงิน และค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มเติมด้วย

Factoring คืออะไร

คือการนำลูกหนี้การค้าหรือใบแจ้งหนี้มาใช้เป็นฐานในการจัดหาเงินทุน เพื่อให้ธุรกิจได้รับเงินก่อนถึงวันชำระของลูกค้า

Factoring เหมาะกับใคร

เหมาะกับธุรกิจที่ขายสินค้าหรือบริการแบบเครดิต มีการส่งมอบงานแล้ว และมีเอกสารการค้าที่ตรวจสอบได้

ไม่มีหลักทรัพย์หาเงินทุนได้หรือไม่

แหล่งเงินทุนบางประเภทอาจพิจารณาจากกระแสเงินสด ลูกหนี้การค้า หรือเอกสารคำสั่งซื้อแทนหลักทรัพย์ แต่เงื่อนไขขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ

ปรึกษาแหล่งเงินทุนระยะสั้นสำหรับธุรกิจกับ Assistmoney

เจ้าของกิจการที่กำลังมองหาเงินทุนเพื่อซื้อสินค้า เติมวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง รองรับเครดิตเทอม หรือเสริมสภาพคล่องระหว่างรอรับเงินจากลูกค้า สามารถส่งข้อมูลกิจการเพื่อประเมินเบื้องต้นกับ Assistmoney

เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีสถานประกอบการและตรวจสอบกิจการได้ เช่น

  • โรงงานผลิตสินค้าและ OEM

  • บริษัทขนส่งและโลจิสติกส์

  • ผู้รับเหมาก่อสร้างและงานระบบ

  • บริษัทค้าส่งและค้าปลีก

  • ธุรกิจนำเข้าและส่งออก

  • ร้านวัสดุก่อสร้าง

  • ธุรกิจรีไซเคิล

  • บริษัทจัดหาแรงงาน

  • บริษัทรักษาความปลอดภัย

  • บริษัททำความสะอาด

  • ตัวแทนจำหน่ายเครื่องจักรและอะไหล่

  • ธุรกิจที่วางบิลหรือมีเครดิตเทอม 30–90 วัน

Assistmoney

โทร: 062-880-5754LINE: @assist88เว็บไซต์: www.assistmoney8.com

ให้บริการประเมินข้อมูลเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่มีการให้ลูกค้าโอนเงินก่อนทุกกรณี ผลการพิจารณา วงเงิน อัตรา ระยะเวลา และเงื่อนไขเป็นไปตามคุณสมบัติ เอกสาร และหลักเกณฑ์ของผู้ให้บริการ

สรุปแหล่งเงินทุนระยะสั้นสำหรับเจ้าของกิจการ

แหล่งเงินทุนระยะสั้นเป็นเครื่องมือที่ช่วยเติมช่องว่างระหว่างวันที่ธุรกิจต้องจ่ายเงินกับวันที่ได้รับเงิน ช่วยให้กิจการซื้อสินค้า ผลิตสินค้า จ่ายค่าแรง รับงานใหม่ และดำเนินงานต่อเนื่องได้ เงินทุนที่เหมาะสมไม่จำเป็นต้องเป็นวงเงินสูงที่สุดหรือได้รับเร็วที่สุด แต่ควรมีต้นทุนที่รับผิดชอบได้ ระยะเวลาสอดคล้องกับรอบธุรกิจ และมีแหล่งรายรับสำหรับชำระคืนอย่างชัดเจน

ธุรกิจที่มีรายรับเข้าหลายครั้งและต้องการวงเงินสำรองอาจพิจารณา OD ส่วนธุรกิจที่มีใบแจ้งหนี้และรอเครดิตเทอมอาจพิจารณา Factoring หรือ Invoice Financing ขณะที่กิจการค้าขายอาจเริ่มจากการเจรจาเครดิตกับผู้ขายก่อนสร้างภาระสินเชื่อใหม่ก่อนตัดสินใจ เจ้าของกิจการควรทำประมาณการกระแสเงินสด คำนวณวงเงินที่ขาดจริง เปรียบเทียบต้นทุนทั้งหมด ตรวจสอบผู้ให้บริการ และอ่านสัญญาให้ครบถ้วนเมื่อเงินทุนถูกนำไปใช้กับกิจกรรมที่สร้างรายรับและมีแผนชำระคืนที่เหมาะสม แหล่งเงินทุนระยะสั้นจะไม่ใช่เพียงเครื่องมือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารสภาพคล่องและการเติบโตของธุรกิจอย่างมีระบบ

บทความ

นำคำต่อไปนี้ไปทำลิงก์เชื่อมกับบทความอื่นในเว็บไซต์

  • สินเชื่อธุรกิจ

  • สินเชื่อ OD

  • เงินทุนหมุนเวียน

  • สินเชื่อสำหรับเจ้าของกิจการ

  • สินเชื่อโรงงาน

  • สินเชื่อผู้รับเหมา

  • สินเชื่อธุรกิจขนส่ง

  • สินเชื่อร้านวัสดุก่อสร้าง

  • Factoring

  • Invoice Financing

  • เปลี่ยนใบแจ้งหนี้เป็นเงินทุน

  • เงินทุนเสริมสภาพคล่อง

  • เอกสารขอสินเชื่อธุรกิจ

  • วิธีเตรียม Statement ขอสินเชื่อ

  • วิธีบริหารกระแสเงินสด

  • วิธีแก้ปัญหาเงินหมุนเวียนไม่ทัน

บทความความยาวนี้ควรมี Internal Link ประมาณ 8–12 จุด โดยใส่ในย่อหน้าที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรนำลิงก์ทั้งหมดไปกองรวมกันท้ายบทความ

#แหล่งเงินทุนระยะสั้น #เงินทุนหมุนเวียน #เงินทุนธุรกิจ #สินเชื่อธุรกิจ #สินเชื่อSME #เจ้าของกิจการ #ผู้ประกอบการ #เสริมสภาพคล่อง #สินเชื่อOD #Factoring #InvoiceFinancing #Assistmoney

 
 
 

ความคิดเห็น


ติดต่อเรา
Call : 062 880 5754
อาคารออลซีซั่นส์เพลส 87
ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน
กรุงเทพฯ 10330

@ Copyright 2024 by Assist Money
bottom of page